"ความรู้ด้านบัญชี ภาษี และธุรกิจ"
บทความทางการศึกษาเกี่ยวกับ ความรู้ด้านบัญชี ภาษี
บริการทำบัญชี จัดการภาษี
จดทะเบียนธุรกิจเปิดบริษัท
ให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษี
ทุนจดทะเบียน คืออะไร มีผลต่อการจดบริษัทอย่างไรบ้าง ?
เมื่อเริ่มต้นวางแผนจดทะเบียนบริษัท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ หนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมักจะสงสัยก็คือ “ทุนจดทะเบียน” คืออะไร ? ต้องกำหนดเอาไว้เท่าไหร่ถึงจะพอดี ใส่มากไปกลัวต้องเสียภาษีโดยใช่เหตุ ใส่น้อยไปกลัวไม่ผ่านขั้นตอน หรืออาจทำให้บริษัทดูไม่มีความน่าเชื่อถือพอ
ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องทุนจดทะเบียนแบบง่าย ๆ พร้อมแนะนำแนวทางการวางแผนอย่างเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ และไม่พลาดประเด็นสำคัญในการเติบโตของบริษัทค่ะ
ทุนจดทะเบียน คืออะไร ?
ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) คือ จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตกลงกันว่าจะลงทุนในบริษัท และนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยเป็นตัวเลขที่ต้องระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ และแบบฟอร์มจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
แม้ว่าเงินทุนจดทะเบียนจะเป็นเพียงตัวเลขบนเอกสารทางกฎหมาย แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงความพร้อมในการดำเนินกิจการ และมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นของความมั่นคงและความสามารถทางการเงินของบริษัท
ทุนจดทะเบียนต้องจ่ายจริงไหม ?
ไม่จำเป็นต้องนำเงินมาวางไว้ทั้งหมดทันทีที่จดทะเบียนบริษัท โดยที่ผู้ประกอบการสามารถระบุจำนวนทุนจดทะเบียนไว้ในเอกสารได้ แต่ในขั้นตอนการเริ่มต้นจดทะเบียน ต้องมีการชำระค่าหุ้นแล้วอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทกำหนดทุนจดทะเบียนเอาไว้ที่ 1,000,000 บาท จะต้องมีผู้ถือหุ้นจ่ายค่าหุ้นอย่างน้อย 250,000 บาท ณ วันจดทะเบียน
ทุนจดทะเบียนต้องจ่ายจริงไหม ?
แสดงความมั่นคงทางธุรกิจ : ทุนจดทะเบียนเป็นสิ่งที่แสดงถึงความพร้อมของผู้ถือหุ้นในการลงทุนจริง ซึ่งมีผลต่อการประเมินศักยภาพของกิจการในสายตาคู่ค้า นักลงทุน หรือหน่วยงานราชการ
ความน่าเชื่อถือ (ทุนมาก มีความมั่นคง) : บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูง มักจะดูน่าเชื่อถือมากกว่าในสายตาของลูกค้า และคู่ค้า ยิ่งในกลุ่มธุรกิจ B2B การมีทุนจดทะเบียนสูงคือสิ่งที่บ่งบอกว่าองค์กรมีความพร้อมในการรับผิดชอบ และดำเนินธุรกิจในระยะยาว
การขอใบอนุญาตบางประเภท : บางกิจการ เช่น ที่ปรึกษาการเงิน นายหน้าประกันภัย หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้ทุนจดทะเบียนตามที่กฎหมายหรือหน่วยงานควบคุมกำหนด เช่น ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท เพื่อยื่นขอใบอนุญาตกับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น
สามารถจองซื้อสินทรัพย์ได้ : ในกรณีที่บริษัทต้องลงทุนซื้อทรัพย์สิน เช่น อาคาร เครื่องจักร หรือรถยนต์ ทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมจะช่วยให้บริษัทจองซื้อและลงบัญชีได้ถูกต้องตามกฎหมาย
การขอสินเชื่อ : ธนาคารหรือสถาบันการเงิน จะพิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัทจากทุนจดทะเบียนด้วย บริษัทที่มีทุนสูงมีแนวโน้มได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายและวงเงินสูงกว่าบริษัทที่ทุนต่ำ
ควรใช้ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ?
การกำหนดจำนวนทุนจดทะเบียน ควรสอดคล้องกับความเป็นจริงของกิจการ ไม่มากเกินไปจนกลายเป็นภาระ และไม่ต่ำเกินไปจนทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจาก
เงินลงทุนเริ่มต้นจริงของผู้ถือหุ้น
ขนาดของกิจการ และประเภทธุรกิจ
รายจ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน
ความจำเป็นในการยื่นขอใบอนุญาต
ความสามารถในการจ่ายภาษี (ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ)
สิ่งที่ต้องพิจารณา ก่อนกำหนดทุนจดทะเบียน
1. ลักษณะของกิจการ เช่น
กิจการขนาดเล็กหรือทำคนเดียว เช่น ร้านค้าออนไลน์ โค้ชธุรกิจ หรือฟรีแลนซ์ อาจใช้ทุนไม่สูงมาก ก็เพียงพอในการเริ่มต้นกิจการ
กิจการที่มีโครงการหรือดีลใหญ่ อย่างเช่น ธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ควรตั้งทุนสูงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
2. จำนวนพนักงานและการดำเนินงาน
หากมีพนักงานไม่มาก หรือดำเนินงานแบบ Lean ทุนที่ไม่สูงก็อาจเพียงพอ
หากมีทีมงานขนาดใหญ่ มีระบบบัญชี การจัดซื้อ หรือระบบขนส่ง ควรตั้งทุนให้สอดคล้องกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจจริง
3. การวางแผนด้านการเงิน
กิจการที่ต้องการระดมทุนในอนาคต ควรแสดงเจตนารมณ์ด้วยทุนจดทะเบียนที่สูงพอ
หากเป็นธุรกิจที่เน้นการลงทุนด้วยเงินส่วนตัว หรือไม่มีแผนระดมทุน อาจกำหนดทุนในระดับที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระจริง
4. วิสัยทัศน์และการเติบโตในระยะยาว
หากมีแผนธุรกิจที่เตรียมขยายสาขา เพิ่มไลน์สินค้า หรือเข้าสู่ตลาดใหม่ ควรกำหนดทุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในอนาคตได้ล่วงหน้า
การเตรียมทุนเผื่อสำหรับขยายกำลังผลิต หรือลงทุนซื้อทรัพย์สินถาวร เช่น รถบรรทุก หรือเครื่องจักร จะช่วยให้บริษัทพร้อมก้าวต่อไปได้ทันที
ตัวอย่างการกำหนดทุนจดทะเบียน
ประเภทกิจการ : ร้านเบเกอรี่ โฮมเมด
ทุนจดทะเบียนที่เหมาะสม : 1,200,000 บาท
ค่าดำเนินการเบื้องต้น 650,000 บาท แบ่งออกเป็น
ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนบริษัท 40,000 บาท
ค่าเช่าสถานที่ และตกแต่งร้าน 250,000 บาท
ค่าซื้อวัตถุดิบ และอุปกรณ์เบื้องต้น 220,000 บาท
ค่าจ้างพนักงานในช่วงเริ่มต้น 140,000 บาท
งบสำหรับการขยายกิจการ 400,000 บาท
ซื้อเตาอบเพิ่ม และอุปกรณ์รองรับยอดสั่งซื้อ 150,000 บาท
ทำเว็บไซต์ และระบบสั่งซื้อออนไลน์ 100,000 บาท
เปิดสาขาย่อย หรือจุดขายเสริม 150,000 บาท
เงินสำรองฉุกเฉิน 150,000 บาท
รองรับกรณีเครื่องจักรเสียหาย หรือลูกค้าชำระเงินล่าช้า
ใช้จ่ายในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น โรคระบาด หรือค่าเช่าปรับขึ้น
ทุนจดทะเบียนไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขที่ระบุไว้ในเอกสารจดทะเบียนบริษัทเท่านั้น แต่คือเสาหลักที่สะท้อนความมั่นคง ความพร้อม และทิศทางของธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น หากกำหนดอย่างเหมาะสม จะช่วยให้บริษัทดูน่าเชื่อถือ ขอใบอนุญาตง่าย และสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนค่ะ
เริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้นที่ ชอบการบัญชี
ชอบการบัญชี คือพาร์ตเนอร์ด้านบัญชีและธุรกิจ ที่พร้อมดูแลตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนบริษัท ขอใบอนุญาตเปิดกิจการ ไปจนถึงบริการด้านบัญชีและภาษี เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบเข้าใจง่าย และเดินเคียงข้างคุณในทุกขั้นตอนของการเริ่มต้นธุรกิจค่ะ
บริการของเรา
ให้คำปรึกษา และจดทะเบียนบริษัททุกประเภท
วางระบบบัญชี จัดทำงบการเงิน และดูแลภาษีรายเดือน รายปี
บริการขึ้นทะเบียนพาณิชย์ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด
รับจัดทำเอกสารธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การทำบัญชี คืออะไร สำคัญต่อการทำธุรกิจยังไง ?
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้ไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ เปิดคาเฟ่ เปิดร้านค้าเล็ก ๆ หรือการให้บริการฟรีแลนซ์ต่าง ๆ อาจกำลังมีข้อสงสัยว่าจำเป็นที่จะต้องทำบัญชีไหม ?
แม้ว่าจะไม่ได้จดบริษัท หรือมีรายได้น้อย แต่การทำบัญชีถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นผลการดำเนินการของกิจการ หากทำถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะทำให้รู้ว่ายอดเงินที่เข้ามา หรือยอดเงินที่จ่ายออกไปอยู่ตรงไหนบ้าง ใช้จ่ายอะไรมากเกินไป หรือมีกำไรเป็นอย่างไรบ้าง
และในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจพื้นฐานของการทำบัญชี และอธิบายว่ามันสำคัญต่อการทำธุรกิจยังไง พร้อมแนะนำการเริ่มทำบัญชีเบื้องต้นที่สามารถทำตามได้ แม้ไม่มีพื้นฐานเรื่องบัญชีค่ะ
การทำบัญชี คืออะไร ?
การทำบัญชี คือกระบวนการบันทึก จัดระเบียบ และสรุปข้อมูลทางการเงินของธุรกิจ เพื่อให้เจ้าของกิจการสามารถติดตามรายรับรายจ่าย และประเมินผลประกอบการได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการบันทึกรายรับ รายจ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน และการจัดทำรายงานทางการเงิน เช่น งบดุล และงบกำไรขาดทุน
การทำบัญชีไม่เพียงแต่จะช่วยในการจัดการเรื่องเงินและภาษี แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนธุรกิจและใช้ในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ประเภทของการทำบัญชีที่ควรรู้
การทำบัญชี แบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะ และวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ดังนี้
บัญชีการเงิน (Financial Accounting) คือ การบันทึก และสรุปข้อมูลทางการเงินเพื่อจัดทำงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด
บัญชีบริหาร (Managment Accounting) คือ บัญชีที่ใช้ข้อมูลทางการเงินเพื่อช่วยในการวางแผน ควบคุม และตัดสินใจภายในองค์กร
บัญชีต้นทุน (Cost Accounting) คือ บัญชีที่บันทึกต้นทุนการผลิต และการดำเนินงาน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพ
บัญชีภาษี (Tax Accounting) คือ บัญชีที่จัดการข้อมูลทางการเงินเพื่อคำนวณ และยื่นภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
บัญชีตรวจสอบ (Auditing) คือ การตรวจสอบความถูกต้อง และความน่าเชื่อของข้อมูลทางการเงิน
บัญชีเฉพาะทาง (Specific Accounting) คือ งานบัญชีที่เน้นไปที่การจัดเก็บ และนำเสนอข้อมูลทางการเงินจากกิจกรรมเฉพาะประเภท เช่น การบัญชีภาครัฐ การบัญชีระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การบัญชีสิ่งแวดล้อม
การทำบัญชีสำคัญกับธุรกิจอย่างไร ?
การติดตามสถานะทางการเงิน : ช่วยให้เจ้าของธุรกิจทราบถึงรายรับ รายจ่าย และกำไรขาดทุนอย่างชัดเจน
การวางแผนและตัดสินใจ : ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์ และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
การปฏิบัติตามกฎหมาย : การทำบัญชีที่ถูกต้อง ช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และภาษี เช่น การยื่นภาษี และการตรวจสอบบัญชี
การสร้างความน่าเชื่อถือ : งบการเงินที่ถูกต้อง และโปร่งใส ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและสถาบันการเงิน
ป้องกันการทุจริต : การทำบัญชีช่วยในการตรวจสอบ และป้องกันการทุจริตภายในองค์กร
ตัวอย่างธุรกิจที่ควรเริ่มทำบัญชีตั้งแต่วันแรก
ร้านค้าออนไลน์ การบันทึกรายรับ-รายจ่าย จะช่วยทำให้การติดตามยอดขาย และกำไร ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย หรือคลินิก ฯลฯ การทำบัญชีจะช่วยในการควบคุมต้นทุนและกำไรได้ดียิ่งขึ้น
ธุรกิจผลิตสินค้า การทำบัญชีต้นทุน จะช่วยในการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และกำหนดราคาขายได้อย่างเหมาะสม
ธุรกิจที่มีพนักงาน การทำบัญชีเงินเดือน และภาษี ช่วยทำให้กิจการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และกฎหมายแรงงาน
หากไม่ทำบัญชี จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ?
ผลกระทบด้านกฎหมาย
ค่าปรับ : การไม่ยื่นงบการเงินตามกฎหมาย อาจมีค่าปรับทั้งจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร
โทษทางอาญา : หากมีการหลีกเลี่ยง หรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างต่อเนื่อง อาจได้รับโทษทางอาญาตามกฎหมาย
ผลกระทบด้านการเงิน
ขาดความน่าเชื่อถือ : หากไม่มีบัญชีที่ถูกต้อง และโปร่งใส อาจทำให้คู่ค้า และผู้ถือหุ้น ขาดความเชื่อมั่นในธุรกิจ
พลาดโอกาสของสินเชื่อ : สถาบันทางการเงินอาจปฏิเสธการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่ไม่มีข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจน
การตัดสินใจผิดพลาด : การไม่มีข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง อาจะนำไปสู่การตัดสินใจลงทุน หรือขยายกิจการที่ผิดพลาดได้
ปัญหาด้านภาษี : การไม่ทำบัญชี อาจทำให้การคำนวณภาษีผิดพลาด และอาจต้องเสียค่าปรับ หรือเบี้ยปรับเพิ่มเติม
ผลกระทบด้านการดำเนินงาน
ขาดข้อมูลในการบริหารจัดการ : การไม่ทำบัญชี ทำให้ไม่ทราบสถานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการ
พลาดโอกาสในการปรับปรุงธุรกิจ : การไม่มีข้อมูลทางบัญชี ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อนของธุรกิจเพื่อทำการพัฒนาได้
ขาดความโปร่งใส : การไม่ทำบัญชี อาจทำให้เกิดความไม่โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
หากไม่ทำบัญชี จะมีผลกระทบอะไรบ้าง ?
เลือกวิธีการทำบัญชี เช่น การทำบัญชีด้วยตนเอง การใช้ซอฟต์แวร์บัญชี หรือการจ้างนักบัญชี
จัดเตรียมเอกสารทางการเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบแจ้งหนี้
บันทึกรายการทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินเป็นปัจจุบัน และถูกต้อง
ศึกษาข้อกำหนดทางบัญชี และภาษี เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มั่นใจในการทำบัญชี ควรปรึกษานักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
การทำบัญชีถือเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับธุรกิจทุกขนาด ที่ช่วยในการติดตามสถานะทางการเงิน วางแผน และตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย และสร้างความน่าเชื่อถือ หากมีการเริ่มต้นทำบัญชีตั้งแต่วันแรก จะช่วยให้ธุรกิจมีพื้นฐานที่มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ
หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม เกี่ยวกับการทำบัญชี หรือภาษี ติดต่อเข้ามาที่ชอบการบัญชีได้เลยนะคะ เรายินดีให้คำปรึกษาค่ะ
ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล คืออะไร สำคัญต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง ?
ผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ พอถึงเวลาที่ต้องเรียกเก็บเงินจากลูกค้า สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการแจ้งลูกค้าให้ทราบจำนวนเงินที่ต้องชำระ ซึ่งมักใช้ในธุรกิจขายสินค้า หรือการให้บริการ ที่มีรอบของการชำระให้เครดิต รวมถึงธุรกิจขายส่งของจำนวนเยอะ ๆ
และในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความรู้จักใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ใช้เอกสารไหนก่อน ใช้ทดแทนกันได้ไหม พร้อมอธิบายว่าเอกสารเหล่านี้สำคัญต่อการทำธุรกิจอย่างไรค่ะ
ใบแจ้งหนี้ คืออะไร ?
ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้กับผู้ซื้อ เมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ผู้ขายต้องออกใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง เพื่อแจ้งยอดเงินที่ลูกค้าต้องชำระ ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ใบแจ้งหนี้เปรียบเสมือนคำร้องขอทางการเงินอย่างเป็นทางการที่นำไปใช้ยื่นภาษี หรือส่งต่อข้อมูลให้กับฝ่ายบัญชีของผู้ซื้อ และผู้ขาย
ใบวางบิล คืออะไร ?
ใบวางบิล (Billing Note) คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่ได้ออกใบแจ้งหนี้ไปแล้ว เพื่อเป็นการแจ้งลูกค้าว่ายังมียอดเงินที่ลูกค้าค้างชำระอยู่ หรืออาจใช้ในการติดตามการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดชำระตามวันที่กำหนดในใบวางบิล
ข้อมูลที่ต้องมีในใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล
สำหรับผู้ออกใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล
ชื่อ และที่อยู่ของบริษัท หรือกิจการ
หมายเลขโทรศัทพ์ของบริษัท หรือกิจการ
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
วันที่ออกเอกสาร
เลขที่ใบแจ้งหนี้
ลายเซ็นของผู้ออกเอกสาร
สำหรับผู้รับใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล
ชื่อและที่อยู่ของลูกค้า
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
ลายเซ็นของผู้รับเอกสาร
รายละเอียดสินค้า หรือบริการ
ยอดเงินที่ต้องชำระ
วันครบกำหนดชำระที่ชัดเจน
ใบแจ้งหนี้ กับใบวางบิล ต่างกันยังไง ?
ช่วงเวลาที่ออกเอกสาร
ใบแจ้งหนี้ ออกให้ลูกค้า หลังจากที่ส่งมอบสินค้า หรือบริการ
ใบวางบิล ออกให้ลูกค้า ก่อนที่จะถึงกำหนดชำระเงิน
วัตถุประสงค์
ใบแจ้งหนี้ ใช้เพื่อแจ้งรายละเอียด และจำนวนเงินที่ต้องชำระ
ใบวางบิล ใช้สรุปยอดรวม และกำหนดวันชำระเงิน
การใช้งาน
ใบแจ้งหนี้ ใช้เป็นหลักฐานในการซื้อขาย หรือเรียกเก็บเงิน
ใบวางบิล ใช้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่าย หรือวางแผนการเงิน
การใช้กับภาษี
ใบแจ้งหนี้ ใช้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้
ใบวางบิล เป็นเอกสารช่วยเตือน ใช้ในการยื่นภาษีโดยตรงไม่ได้
ใบแจ้งหนี้ สำคัญต่อธุรกิจยังไง ?
เป็นหลักฐานยืนยันการซื้อขาย : ใบแจ้งหนี้ จะระบุรายละเอียดของสินค้า หรือบริการที่ซื้อขาย รวมถึงจำนวนเงินที่ต้องชำระ ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีหลักฐานในการทำธุรกรรมที่ชัดเจน
ช่วยในการเรียกเก็บเงิน : ใบแจ้งหนี้ จะระบุวันครบกำหนดชำระเงิน ทำให้ผู้ขายติดตาม และทวงถามการชำระเงินจากลูกค้าได้
เป็นส่วนหนึ่งของระบบบัญชีและการเงิน : ใบแจ้งหนี้ เป็นเอกสารสำคัญในการจัดทำบัญชี และภาษีของธุรกิจ ทำให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใส และตรวจสอบได้
สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ : การออกใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการ และถูกต้อง ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจในสายตาลูกค้า
ใบวางบิล สำคัญต่อธุรกิจยังไง ?
สรุปยอดรวมและกำหนดวันชำระ : ใบวางบิล จะรวบรวมยอดจากใบแจ้งหนี้หลายฉบับ (ถ้ามี) และกำหนดวันครบกำหนดชำระเงิน ทำให้ลูกค้าทราบยอดรวมที่ต้องชำระทั้งหมด
ช่วยในการจัดการการเงิน : การมีใบวางบิลจะช่วยให้ธุรกิจวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามการชำระเงินได้ง่ายขึ้น
ใช้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่าย : สำหรับลูกค้าที่ต้องการเบิกจ่ายค่าสินค้า หรือบริการ ใบวางบิลจะใช้เป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายกับฝ่ายบัญชี
หากออกใบแจ้งหนี้ หรือใบวางบิลผิด จะมีผลอย่างไร ?
ได้รับเงินล่าช้า : หากใบแจ้งหนี้ หรือใบวางบิล มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือส่งไม่ทันตามกำหนด อาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถดำเนินการชำระเงินได้ทันที ส่งผลให้ผู้ขายต้องรอรอบการชำระเงินถัด
ปัญหาการกระทบยอด : ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างใบแจ้งหนี้/ใบวางบิล กับใบเสนอราคา หรือเอกสารอื่น ๆ อาจทำให้เกิดความสับสน และปัญหาในการกระทบยอดบัญชี
ความเสี่ยงด้านหนี้สูญ : การออกเอกสารผิดพลาด หรือการที่ไม่สามารถตอดตามทวงหนี้ได้ทันเวลา อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สูญได้
ปัญหาด้านภาษี : หากใบแจ้งหนี้ หรือใบวางบิลมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจส่งผลต่อการคำนวณภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
ความน่าเชื่อถือ : การออกเอกสารผิดพลาดซ้ำ ๆ อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของธุรกิจได้
ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดเจนเรื่องยอดเงินที่ต้องชำระ และกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการให้เครดิตหรือมีรอบการวางบิล การใช้เอกสารเหล่านี้อย่างถูกต้องและตรงเวลา จะช่วยลดความผิดพลาดด้านบัญชี เสริมความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ และส่งผลดีต่อกระแสเงินสดในระยะยาวค่ะ
เพื่อให้การจัดการเอกสารการเงินง่ายขึ้นในทุกขั้นตอน สามารถติดต่อเข้ามาปรึกษาชอบการบัญชี ได้เลยนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ
ห้างหุ้นส่วนสามัญคืออะไร แตกต่างจากหุ้างหุ้นส่วนจำกัดอย่างไร?
ห้างหุ้นส่วนสามัญ แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนจำกัด อย่างไร?
ความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสามัญ และ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีดังต่อไปนี้
ในเรื่องความรับผิดต่อหนี้สิน หากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดในหนี้สินทั้งหมดของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน แต่หากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จะมีเพียงหุ้นส่วนผู้จัดการที่จะต้องรับผิดในหนี้สินทั้งหมดของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ส่วนหุ้นส่วนคนอื่นๆที่ไม่ใช่หุ้นส่วนผู้จัดการจะรับผิดต่อหนี้สินจำกัด เพียงแค่ส่วนของเงินลงทุนที่ตนลงไปเท่านั้น
หากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทไม่จดทะเบียนจะถือว่าประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา และจะต้องเสียภาษีด้วยอัตราก้าวหน้าในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่หากเราเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดจะถือว่าประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล และจะต้องเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคล
หากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทไม่จดทะเบียน เนื่องจากเป็นการประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการจัดทำงบการเงิน ทำเพียงบัญชีรายรับ-รายจ่าย เท่านั้น แต่หากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นการประกอบธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล จึงต้องมีการจัดทำงบการเงิน และต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากรลงลายมือชื่อ
จัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ดีหรือไม่
หากว่าเรามีการร่วมกันทำธุรกิจกับบุคคลอื่น แต่ไม่อยากเป็นนิติบุคคล เพราะยุ่งยากในเรื่องเอกสาร และการจัดทำบัญชี การเลือกทำธุรกิจเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สามารถทำได้ ข้อดีของการประกอบธุรกิจห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นดังต่อไปนี้
ไม่ต้องจัดทำงบการเงิน ดังนั้นจึงไม่มีต้นทุนทางด้านการทำบัญชี และการสอบบัญชี เหมือนการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
เสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ดังนั้นหากห้างหุ้นส่วนสามัญมีฐานรายได้น้อย ก็จะเสียภาษีน้อย ตามอัตราก้าวหน้าของอัตราภาษี
อย่างไรก็ตามการดำเนินธุรกิจรูปแบบห้างหุ้นส่วนสามัญ ก็มีข้อเสียเช่นเดียวกันดังนี้
ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกๆคนจะต้องรับผิดในหนี้สินทั้งหมดของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน กล่าวคือเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญได้เริ่มดำเนินธุรกิจไปแล้ว ปรากฎว่ามีหนี้สินที่ต้องชำระและห้างหุ้นส่วนสามัญไม่สามารถจ่ายคืนได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องนำเงินส่วนตัวมาร่วมกันรับผิดชอบในหนี้สินดังกล่าว
เสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ดังนั้นหากห้างหุ้นส่วนสามัญมีฐานรายได้สูง ก็จะเสียภาษีมาก ตามอัตราก้าวหน้าของอัตราภาษี
สรุป
การจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญมีข้อดี ข้อเสีย ที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละคน บางท่านอาจจะเห็นถึงข้อดีของการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ว่าไม่ต้องยุ่งยากในการเตรียมเอกสารเพื่อทำบัญชี ประหยัดต้นทุนทางด้านบัญชี และเสียภาษีต่ำกว่าหากว่าฐานรายได้น้อย แต่บางท่านก็อาจมองว่าการจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ไม่ดี เนื่องจากผู้เป็นหุ้นส่วนต้องรับผิดในหนี้สินไม่จำกัดจำนวน และต้องเสียภาษีมากหากมีเงินได้สูง ก็แล้วแต่เลือกตามความเหมาะสมของกิจการ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ
หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) คืออะไร?
หนังสือบริคณห์สนธิ หรือ บอจ.2 เป็นเอกสารสำคัญในการตั้งบริษัทที่ผู้ก่อการได้ร่วมกันจัดทำขึ้นให้เป็นไปตามกฎหมายของการจัดตั้งบริษัท ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า หนังสือบริคณห์สนธิ หรือ บอจ.2 นั้นคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร และสามารถดาวน์โหลดได้จากที่ไหน
สารบัญ
หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) คืออะไร?
ตัวอย่าง หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2)
วิธีการขอเอกสาร หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2)
สรุป
หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) คืออะไร?
หนังสือบริคณห์สนธิ หรือ บอจ.2 เป็นเอกสารสำคัญในการตั้งบริษัทที่ผู้ก่อการได้ร่วมกันจัดทำขึ้นให้เป็นไปตามกฎหมายของการจัดตั้งบริษัท เอกสารดังกล่าวจะต้องเอาไปยื่นในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะมีข้อมูลหลักๆดังต่อไปนี้
ชื่อของบริษัททั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
จังหวัดที่ตั้งของบริษัท
จำนวนข้อวัตถุประสงค์ของบริษัท ตามที่ปรากฎในแบบ ว.
รายละเอียดทุนของบริษัทว่ามีจำนวนกี่บาท แบ่งออกเป็นกี่หุ้น มูลค่าหุ้นละเท่าใด
รายละเอียดและลายเซ็นของผู้เริ่มก่อการ รวมถึงจำนวนหุ้นที่ได้เข้าชื่อซื้อ
ตัวอย่าง หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2)
เราลองมาดูตัวอย่างจริงกันว่า หนังสือบริคณห์สนธิ หรือ บอจ.2 นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งจะขอยกตัวอย่างข้อมูลของบริษัทของผมเอง ซึ่งเอกสารดังกล่าวจะได้มาเมื่อจดทะเบียนบริษัทเสร็จสิ้น (กรณีของผมจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบออนไลน์)
วิธีการขอเอกสาร หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2)
สำหรับวิธีการขอเอกสาร หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) ในปัจจุบันนี้สามารถทำได้ง่ายๆผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามขั้นตอนดังนี้
เข้าสู่ระบบ https://ebiz.dbd.go.th/eservice-web/home.xhtml
หากต้องการคัด หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) ให้เลือก “จดทะเบียน (จัดตั้ง)”
ระบบคัดเอกสารออนไลน์
3. หลังจากนั้นก็ให้ใส่ เลขทะเบียนของบริษัท และดำเนินการชำระเงินต่อไป เอกสารที่ได้รับนั้นจะมาเป็น Set เลย (ส่วนใหญ่ก็เพื่อเอาไว้ใช้เปิดบัญชีธนาคารนั่นเอง) นั่นก็คือ แบบ บอจ.2 บอจ.3 บอจ.5 และสำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
สรุป
หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) เป็นเอกสารสำคัญที่ทางบริษัทนั้นได้จัดทำขึ้นตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ซึ่งมักจะเป็นเอกสารที่ต้องเอาไปใช้ทำรายการธุรกรรมต่างๆที่สำคัญๆของบริษัท เช่น การเปิดบัญชีธนาคารเป็นต้น หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์ ได้รู้จัก หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) มากขึ้น
สำนักงานบัญชี / ผู้ทำบัญชี ที่ดีหาได้อย่างไร?
สำนักงานบัญชีคืออะไร?
สำนักงานบัญชีเป็นสำนักงานที่ประกอบด้วยผู้ทำบัญชีหลายคนช่วยกันทำงานร่วมกัน เพื่อให้บริการรับทำบัญชีให้แก่ลูกค้า โดยส่วนมากสำนักงานบัญชีจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา
สำนักงานบัญชีจะต้องได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพบัญชีให้ประกอบกิจการรับทำบัญชีได้ นอกจากนี้ผู้ทำบัญชีที่อยู่ในสำนักงานบัญชีก็ต้องได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพบัญชีเช่นเดียวกันให้สามารถทำบัญชีให้กับลูกค้าได้
ผู้ทำบัญชีคืออะไร?
ผู้ทำบัญชีจะรับทำบัญชีให้แก่ลูกค้าในรูปแบบบุคคลธรรมดา ทำงานคนเดียวไม่ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล ผู้ทำบัญชีนี้จะต้องได้รับอนุมัติจากสภาวิชาชีพบัญชีให้สามารถประกอบวิชาชีพรับทำบัญชีได้
วิธีการหาสำนักงานบัญชี / ผู้ทำบัญชี
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเมื่อเราได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว หน้าที่หลักสำคัญของเราตามกฎหมายคือจะต้องจัดทำบัญชี และนำส่งงบการเงินเป็นประจำทุกปี ดังนั้นในการหาสำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชี จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากเลือกผิดพลาด ถึงขั้นชีวิตเปลี่ยนได้เลยทีเดียว
จากประสบการณ์ที่ผ่านผมเคยเห็นผู้ประกอบการจำนวนมากที่เลือกสำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชีผิดพลาด แล้วทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น จ่ายเงินค่าภาษีไปให้แก่สำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชีแล้ว แต่สำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชีไม่ได้นำเงินไปจ่ายชำระภาษีให้จริง ในบางกรณีสำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชีไม่ได้นำส่งงบการเงินและยื่นเสียภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ ทำให้มีเบี้ยปรับเงินเพิ่มต่างๆตามมา เป็นต้น
ผมลองสรุปวิธีในการหาสำนักงานบัญชี / ผู้ทำบัญชี เอาไว้ดังนี้
สอบถามคนรู้จักที่เปิดบริษัท ว่าใช้บริการบัญชีของเจ้าไหน และสอบถามว่าให้บริการดีหรือไม่ เป็นอย่างไรบ้าง ลองหาแหล่งอ้างอิงจากคนรู้จักก่อน เพราะเป็นข้อมูลจริงที่ธุรกิจของคนรู้จักประสบมา
ลองค้นหาข้อมูลธุรกิจใน Google ซึ่งข้อมูลธุรกิจของ Google ในปัจจุบัน จะมีการเปิดระบบให้คนทั่วๆไปสามารถเข้ามารีวิวได้ ซึ่งรีวิวต่างๆเหล่านี้จะเป็นการรีวิวโดยบุคคลภายนอก เจ้าของธุรกิจจะไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ดังนั้นรีวิวจาก Google นั้นจึงมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง ลองดูตัวอย่าง Google รีวิวของทางผมได้ตามนี้ครับ
2.1 ขั้นแรกลอง Search ชื่อ “วินวินโซลูชั่น ออดิทติ้ง” ก็จะพบข้อมูลธุรกิจใน Google เราจะเห็นจำนวนดาวของธุรกิจนั้นๆที่ลูกค้ามาใช้บริการและให้ Rating เอาไว้ Rating 1 คือต่ำสุด และ Rating 5 คือสูงที่สุด และเราสามารถเข้าไปอ่านรีวิวได้ โดยการคลิ๊กเข้าไปดูตรงคำว่า “รีวิวรายการบน Google”
3. ลองค้นหาข้อมูลธุรกิจใน Facebook ดู ซึ่งใน Facebook ก็มีระบบรีวิวการให้บริการเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะมีความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน
วิธีการพิจารณาสำนักงานบัญชี / ผู้ทำบัญชี
เมื่อเราสามารถหาสำนักงานบัญชี หรือ ผู้ทำบัญชีที่สนใจได้แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดในเรื่องนี้นั่นคือเราจะทราบได้อย่างไรว่าเจ้าไหนดี หรือเจ้าไหนไม่ดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่มีทางทราบได้เลยว่าเจ้านี้ดีจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำได้เราสามารถแสกนคร่าวๆได้ว่ารายไหนมีแนวโน้มที่จะดี โดยให้ลองสอบถามข้อมูลดังนี้
1.หากเป็นสำนักงานบัญชีที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ตามกฎหมายจะต้องมีการนำส่งงบการเงินเป็นประจำทุกปี ให้ทางคุณขอชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคลลองมาเช็คในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่าสำนักงานบัญชีนี้ได้นำส่งงบการเงินทุกปีหรือไม่ เพราะหากงบของสำนักงานของตัวเองยังไม่นำส่ง ก็อย่าหวังเลยครับว่าจะทำงบให้บริษัทเราเรียบร้อย วิธีการตรวจสอบเป็นดังนี้
1.1 เข้า คลังข้อมูลธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
1.2 เมื่อเข้ามาแล้วให้พิมพ์ภาพตัวอักษรที่เราเห็น แล้กด “เข้าสู่ระบบ”
เข้าสู่ระบบ DBD
1.3 เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วให้พิพม์ ชื่อ หรือ เลขทะเบียน บริษัทที่เราต้องการค้นหา
คลังข้อมูลธุรกิจ
1.4 หลังจากนั้นเราก็จะเห็นข้อมูลของบริษัทที่ค้นหา ให้ตรวจสอบตรงปีที่นำส่งงบการเงิน ว่าสำนักงานบัญชีที่เราเลือกนั้นนำส่งงบการเงินเอาไว้อย่างครบถ้วนหรือไม่
2. หากสำนักงานบัญชีนำส่งงบการเงินทุกปี ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ข้อแรก ถัดมาให้ลองไปดูรายได้และกำไรของสำนักงานบัญชีนั้นว่ารายได้และกำไรอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ โดยให้เลือกข้อมูลงบการเงิน และหลังจากนั้นให้กดเลือกงบกำไรขาดทุน
2.1 สำนักงานบัญชีที่ดีอย่างน้อยควรมีกำไรจากการทำธุรกิจ สำนักงานบัญชีไหนที่มีผลประกอบการเป็นขาดทุนอาจบ่งบอกถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้นเราควรเลือกสำนักงานบัญชีที่มีกำไรเอาไว้ก่อน
2.2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินถัดมาที่ควรดูนั่นคือรายได้ของสำนักงานบัญชี ให้เราลองสอบถามจำนวนลูกค้าของสำนักงานบัญชีว่ามีลูกค้ารายเดือนเป็นจำนวนกี่ราย และให้ลองนำรายได้ / จำนวนลูกค้า / 12 เราก็จะสามารถคำนวณค่าบริการเฉลี่ยของต่อเดือนสำนักงานนั้นๆได้ หากราคาต่ำเกินไป เช่น ค่าบริการเฉลี่ย 500 บาทต่อเดือนต่อราย ให้สันนิษฐานว่าสำนักงานบัญชีนี้ทำงานไม่มีคุณภาพ
3. จำนวนลูกค้าต่อจำนวนพนักงานของสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชี ก็เป็นปัจจัยสำคัญทีเราควรพิจารณา นอกจากจำนวนลูกค้าที่มีในมือและเราควรจะสอบถามจำนวนพนักงานของสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีด้วย ในส่วนตัวผมคิดว่าพนักงานบัญชี 1 คน ไม่ควรรับงานทำบัญชีรายเดือนไม่เกิน 25 บริษัท หากคำนวณออกมาแล้วยอดเกินนี้ให้สันนิษฐานเอาไว้ว่ารับงานมากเกินไป การทำงานอาจไม่มีประสิทธิภาพ
สรุป
เมื่อเราเลือกที่จะดำเนินธุรกิจในนามนิติบุคคลแล้ว ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการเลือกสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกิจการ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะครับ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คืออะไร..?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ในธุรกิจทั่วไป ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกฎและเงื่อนไขในการทำธุรกิจเพื่อให้มีความยุติธรรมและเป็นไปตามหลักการของระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สารบัญ
ความหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หัวข้อย่อยของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ความสำคัญของการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับธุรกิจ
ผลกระทบต่อกิจการที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สรุป
ความหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ก่อนที่จะไปเข้าใจความหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราต้องเข้าใจความหมายแบบแยกส่วนก่อน คือคำว่า กฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์
กฎหมายแพ่ง คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น เรื่องสภาพบุคคล ทรัพย์ หนี้ นิติกรรม ครอบครัว และมรดก เป็นต้น
กฎหมายพาณิชย์ คือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจและการค้า โดยจะไปเกี่ยวพันทางการค้าหรือธุรกิจ ระหว่างบุคคล เช่น การตั้งห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด การประกอบการรับขน และเรื่องเกี่ยวกับตั๋วเงิน (เช่น เช็ค) กฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย การเช่าทรัพย์ การจำนอง การจำนำ เป็นต้น
เมื่อรวมกันแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำหนดกฎและเงื่อนไขในการทำธุรกิจเพื่อให้มีความยุติธรรมและเป็นไปตามหลักการของระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 6 บรรพ คือ บรรพ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไป บรรพ 2 ว่าด้วยหนี้ บรรพ 3 ว่าด้วยเอกเทศสัญญา บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวและบรรพ 6 ว่าด้วยมรดก
หัวข้อย่อยของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข้อความเบื้องต้น (มาตรา ๑ – ๓)
บรรพ ๑ หลักทั่วไป (มาตรา ๔ – ๑๙๓/๓๕)
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (มาตรา ๔ – ๑๔)
ลักษณะ ๒ บุคคล (มาตรา ๑๕ – ๑๓๖)
ลักษณะ ๓ ทรัพย์ (มาตรา ๑๓๗ – ๑๔๘)
ลักษณะ ๔ นิติกรรม (มาตรา ๑๔๙ – ๑๙๓)
ลักษณะ ๕ ระยะเวลา (มาตรา ๑๙๓/๑ – ๑๙๓/๘)
ลักษณะ ๖ อายุความ (มาตรา ๑๙๓/๙ – ๑๙๓/๓๕)
บรรพ ๒ หนี้ (มาตรา ๑๙๔ – ๔๕๒)
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (มาตรา ๑๙๔ – ๓๕๓)
ลักษณะ ๒ สัญญา (มาตรา ๓๕๔ – ๓๙๔)
ลักษณะ ๓ จัดการงานนอกสั่ง (มาตรา ๓๙๕ – ๔๐๕)
ลักษณะ ๔ ลาภมิควรได้ (มาตรา ๔๐๖ – ๔๑๙)
ลักษณะ ๕ ละเมิด (มาตรา ๔๒๐ – ๔๕๒)
บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา (มาตรา ๔๕๓ – ๑๒๙๗)
ลักษณะ ๑ ซื้อขาย (มาตรา ๔๕๓ – ๕๑๗)
ลักษณะ ๒ แลกเปลี่ยน (มาตรา ๕๑๘ – ๕๒๐)
ลักษณะ ๓ ให้ (มาตรา ๕๒๑ – ๕๓๖)
ลักษณะ ๔ เช่าทรัพย์ (มาตรา ๕๓๗ – ๕๗๑)
ลักษณะ ๕ เช่าซื้อ (มาตรา ๕๗๒ – ๕๗๔)
ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน (มาตรา ๕๗๕ – ๕๘๖)
ลักษณะ ๗ จ้างทำของ (มาตรา ๕๘๗ – ๖๐๗)
ลักษณะ ๘ รับขน (มาตรา ๖๐๘ – ๖๓๙)
ลักษณะ ๙ ยืม (มาตรา ๖๔๐ – ๖๕๖)
ลักษณะ ๑๐ ฝากทรัพย์ (มาตรา ๖๕๗ – ๖๗๙)
ลักษณะ ๑๑ ค้ำประกัน (มาตรา ๖๘๐ – ๗๐๑)
ลักษณะ ๑๒ จำนอง (มาตรา ๗๐๒ – ๗๔๖)
ลักษณะ ๑๓ จำนำ (มาตรา ๗๔๗ – ๗๖๙)
ลักษณะ ๑๔ เก็บของในคลังสินค้า (มาตรา ๗๗๐ – ๗๙๖)
ลักษณะ ๑๕ ตัวแทน (มาตรา ๗๙๗ – ๘๔๔)
ลักษณะ ๑๖ นายหน้า (มาตรา ๘๔๕ – ๘๔๙)
ลักษณะ ๑๗ ประนีประนอมยอมความ (มาตรา ๘๕๐ – ๘๕๒)
ลักษณะ ๑๘ การพนัน และขันต่อ (มาตรา ๘๕๓ – ๘๕๕)
ลักษณะ ๑๙ บัญชีเดินสะพัด (มาตรา ๘๕๖ – ๘๖๐)
ลักษณะ ๒๐ ประกันภัย (มาตรา ๘๖๑ – ๘๙๗)
ลักษณะ ๒๑ ตั๋วเงิน (มาตรา ๘๙๘ – ๑๐๑๑)
ลักษณะ ๒๒ หุ้นส่วนและบริษัท (มาตรา ๑๐๐๒ – ๑๒๗๓/๔)
ลักษณะ ๒๓ สมาคม (มาตรา ๑๒๗๔ – ๑๒๙๗)
บรรพ ๔ ทรัพย์สิน (มาตรา ๑๒๙๘ – ๑๔๓๔)
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (มาตรา ๑๒๙๘ – ๑๓๐๗)
ลักษณะ ๒ กรรมสิทธิ์ (มาตรา ๑๓๐๘ – ๑๓๖๖)
ลักษณะ ๓ ครอบครอง (มาตรา ๑๓๖๗ – ๑๓๘๖)
ลักษณะ ๔ ภาระจำยอม (มาตรา ๑๓๘๗ – ๑๔๐๑)
ลักษณะ ๕ อาศัย (มาตรา ๑๔๐๒ – ๑๔๐๙)
ลักษณะ ๖ สิทธิเหนือพื้นดิน (มาตรา ๑๔๑๐ – ๑๔๑๖)
ลักษณะ ๗ สิทธิเก็บกิน (มาตรา ๑๔๑๗ – ๑๔๒๘)
ลักษณะ ๘ ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ (มาตรา ๑๔๒๙ – ๑๔๓๔)
บรรพ ๕ ครอบครัว (มาตรา ๑๔๓๕ – ๑๕๙๘/๔๑)
ลักษณะ ๑ การสมรส (มาตรา ๑๔๓๕ – ๑๕๓๕)
ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตร (มาตรา ๑๕๓๖ – ๑๕๙๘/๓๗)
ลักษณะ ๓ ค่าอุปการะเลี้ยงดู (มาตรา ๑๕๙๘/๓๘ – ๑๕๙๘/๔๑)
บรรพ ๖ มรดก (มาตรา ๑๕๙๙ – ๑๗๕๕)
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป (มาตรา ๑๕๙๙ – ๑๖๑๙)
ลักษณะ ๒ สิทธิโดยธรรมในการรับมรดก (มาตรา ๑๖๒๐ – ๑๖๔๕)
ลักษณะ ๓ พินัยกรรม (มาตรา ๑๖๔๖ – ๑๗๑๐)
ลักษณะ ๔ วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก (มาตรา ๑๗๑๑ – ๑๗๕๒)
ลักษณะ ๕ มรดกที่ไม่มีผู้รับ (มาตรา ๑๗๕๓)
ลักษณะ ๖ อายุความ (มาตรา ๑๗๕๔ – ๑๗๕๕)
เหตุผลในการประกาศใช้
ความสำคัญของการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับธุรกิจ
ความสำคัญของการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับธุรกิจ มีดังต่อไปนี้
สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ
การปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ลูกค้าจะมีความมั่นใจว่าธุรกิจของคุณดำเนินงานอย่างถูกต้องและอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลกรในองค์กรอีกด้วย
การลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
การที่ธุรกิจปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นการลดโทษทางกฎหมาย หรือการป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีทางกฎหมายที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจได้
สร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดี
การปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ช่วยสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีให้กับธุรกิจของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าและส่วนแบ่งตลาดเชื่อมั่นและเลือกใช้บริการหรือสินค้าของคุณได้
ผลกระทบต่อกิจการที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อกิจการได้ นี่คือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น : การละเลยการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจทำให้ธุรกิจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าปรับหรือค่าเสียหายทางกฎหมาย ทำให้ธุรกิจต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือ อาจเกิดจากคดีความหรือค่าชดใช้ที่ต้องชำระให้กับอีกฝ่าย ค่าเสียหายทางกฎหมายอาจเป็นจำนวนเงินที่สูงและสามารถทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลงได้
ความน่าเชื่อถือลดลง : การไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจทำให้ลูกค้าและคู่ค้าสูญเสียความเชื่อถือในธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของธุรกิจ และอาจส่งผลให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเลือกที่จะไม่ทำธุรกิจกับคุณอีกต่อไป
สรุป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ บุคคล นิติบุคคล การดำเนินธุรกิจ ดังนั้นจึงเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาที่กว้างที่เราควรให้ความสำคัญในการศึกษา หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ
หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) คืออะไร? เราควรจดทะเบียนเป็น หจก. อยู่หรือไม่?
หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) คืออะไร? เราควรจดทะเบียนเป็น หจก. อยู่หรือไม่?
หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) คืออะไร?
ตามที่ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) เป็นรูปแบบในการทำธุรกิจแบบนิติบุคคล ซึ่งมีรายละเอียดที่เราควรทราบดังต่อไปนี้
เป็นนิติบุคคล
จะต้องมีผู้เป็นหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป
ผู้เป็นหุ้นส่วนจะแบ่งเป็น 2 จำพวก คือหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด
หุ้นส่วนผู้จัดการจะเป็นหุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด
อันนี้เป็นการสรุปหลักการที่สำคัญของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) หากท่านไหนต้องการศึกษาเกี่ยวกับนิติบุคคลอย่างละเอียดผมเคยเขียนบทความเอาไว้แล้ว เชิญศึกษาได้เลยครับ : นิติบุคคลคืออะไร
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ หจก.(ห้างหุ้นส่วน)
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ หจก.(ห้างหุ้นส่วน) คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หุ้นส่วนและบริษัท สามารถแบ่งประเภทของห้างหุ้นส่วนเอาไว้ดังนี้
ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ลักษณะสำคัญของห้างหุ้นส่วนสามัญคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกๆคนจะต้องรับผิดอย่างไม่จำกัด กล่าวคือหากมีหนี้สินต่างๆที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจ หากห้างหุ้นส่วนสามัญไม่มีเงินมาชำรำหนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนก็จะต้องนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้แทนจนครบตามจำนวนหนี้ที่ค้าง ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒน์) มีสถานะเหมือนกับบุคคลธรรมดา ไม่ต้องนำส่งงบการเงิน และยื่นเสียภาษีเหมือนบุคคลธรรมดา
ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน (จดทะเบียนกับกรมพัฒน์) มีสถานะเป็นนิติบุคคล ต้องนำส่งงบการเงิน และยื่นเสียภาษีของนิติบุคคล
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
รายละเอียดของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตามที่ได้อธิบายแล้วในหัวข้อแรก มีสถานะเป็นนิติบุคคล ต้องนำส่งงบการเงิน และยื่นเสียภาษีของนิติบุคคล
หน้าที่ทางด้านบัญชี กับภาษีของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีอะไรบ้าง?
ทางด้านภาษี หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามภาษีต่างๆให้ถูกต้อง เหมือนกันกับ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากนิติบุคคลอื่นเลย ดังต่อไปนี้
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ถ้ามี)
เรื่องภาษีต่างๆที่เกี่ยวข้องอันนี้ผมก็เคยเขียนบทความไปแล้วหลายบทความทางด้านภาษี ท่านใดต้องการศึกษาเพิ่มเติม เชิญอ่านทางนี้ได้เลยครับ : ภาษีที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล
ทางด้านบัญชี หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีหน้าที่นำส่งงบการเงินตามกฎหมายเป็นประจำทุกปี เหมือนกันกับ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากนิติบุคคลอื่น
ในการจัดทำงบการเงิน หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) จะต้องว่าจ้างผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชี (ขึ้นทะเบียนกับทางสภาวิชาชีพบัญชี) หรือ ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (ขึ้นทะเบียนกับทางกรมสรรพากร) มาดำเนินการจัดทำ ตรวจสอบ และนำส่งงบการเงินของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
การแบ่งกำไรของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ทำอย่างไร?
ในการแบ่งกำไรของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ให้แก่หุ้นส่วน โดยหลักการแล้วจะคล้ายๆกับของบริษัท แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างที่แตกต่างกัน ดังนี้
ของ หจก. โดยมากจะเรียกว่า “การแบ่งกำไร” แต่หากเป็นบริษัทเราจะเรียกว่า “การจ่ายเงินปันผล”
ในการแบ่งเงินกำไรของ หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) หากในสัญญาจัดตั้ง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ไม่มีระบุเอาไว้ ก็ให้แบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคน แต่หากเป็นบริษัท ในการจ่ายเงินปันผลจะจ่ายตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถือ
ยกตัวอย่างเช่น หจก. พอเพียง จัดตั้งขึ้นมาโดยนาย A และนาย B นาย A นำเงินมาลงทุน 60,000 บาท นาย B นำเงินมาลงทุน 40,000 บาท โดยสิ้นปีแรก หจก. พอเพียง มีกำไร 20,000 บาท โดยหุ้นส่วนตกลงนำกำไรทั้งหมดมาแบ่งกัน สามารถคำนวณการแบ่งกำไรได้ดังนี้
การแบ่งกำไรของ หจก.
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า นาย A มีสัดส่วนการลงทุนที่มากกว่านาย B (60 ต่อ 40) ดังนั้นเมื่อมีการแบ่งกำไรกันนาย A จึงได้ส่วนแบ่งที่มากกว่าเป็นเงิน 12,000 บาท ส่วนนาย B ได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าเป็นเงินจำนวน 8,000 บาท
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างกรณีการจ่ายเงินปันผลของบริษัทกันบ้าง บริษัท พอดี จำกัด จัดตั้งขึ้นมาโดยนาย A B และ C โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 100 บาท นาย A ถือ 400 หุ้น นาย B ถือ 300 หุ้น และนาย C ถือ 300 หุ้น เช่นกัน โดยสิ้นปีแรก บริษัท พอดี จำกัด กำไร 20,000 บาท โดยผู้ถือหุ้นทั้งหมดตกลงนำกำไรทั้งหมดมาจ่ายเงินปันผล สามารถคำนวณการจ่ายเงินปันผลได้ดังนี้
การจ่ายเงินปันผลบริษัท
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า นาย A ถือหุ้นในบริษัทมากที่สุด ดังนั้นเมื่อมีการจ่ายเงินปันผลนาย A จึงได้เงินปันผลมากที่สุดเป็นจำนวน 8,000 บาท ส่วนนาย B และ นาย C ถือจำนวนหุ้นเท่ากันจึงได้เงินปันผลเท่ากันที่ 6,000 บาท
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) กับ บริษัท
ผมได้ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) กับ บริษัท มาให้ด้วยเผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะครับ
ความแตกต่าง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด vs บริษัทจำกัด)
เหตุใดผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจึงต้องการจดทะเบียนเป็น หจก.?
จากประสบการณ์ทำงานของผมที่ผ่านมา ผมมักจะได้ยินว่า อยากจดทะเบียนเป็น หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ก่อนเพราะว่าธุรกิจยังเล็กอยู่ เลยยังไม่อยากจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เพราะกลัวความยุ่งยากที่จะตามมา จริงๆแล้วผมมีความเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องนะครับ เพราะตามที่ได้อธิบายไปแล้วว่า ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็น หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) หรือ บริษัทจำกัด ก็ต้องมีหน้าที่ต่างๆเหมือนกันเกือบทุกประการดังนี้
เรื่องภาษีต่างๆที่เกี่ยวข้องระหว่าง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และบริษัทจำกัด จะเหมือนกันทุกประการทั้ง ภาษีของนิติบุคคล, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ
เรื่องบัญชี ทั้ง หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และบริษัทจำกัด ก็มีหน้าที่นำส่งงบการเงินเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่เหมือนๆกัน แต่ตรงจุดนี้จะมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องการตรวจสอบบัญชี หากเป็น หจก.ขนาดเล็ก (ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะให้ผู้สอบบัญชี (ขึ้นทะเบียนกับทางสภาวิชาชีพบัญชี) หรือ ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (ขึ้นทะเบียนกับทางกรมสรรพากร) ตรวจสอบให้ก็ได้ แต่หากเป็น หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ขนาดใหญ่ หรือเป็นบริษัทจำกัด จะต้องให้ผู้สอบบัญชี ตรวจสอบบัญชีให้เท่านั้น
สรุปการจดทะเบียนเป็น หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ดีหรือไม่?
ในความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่าในปัจจุบันนี้เราควรจะจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดดีกว่าครับ จากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วว่าทางด้านภาษี และทางด้านบัญชี นั้น หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) กับบริษัทจำกัด นั้นเกือบเหมือนกับทุกประการเลย แต่การจดทะเบียน หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) นั้น จะมีข้อเสียประการหนึ่งที่สำคัญมากๆนั่นคือ หุ้นส่วนผู้จัดการ จะต้องรับผิดแบบไม่จำกัด กล่าวคือถ้า หจก.(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีหนี้ที่ยังไม่ได้จ่าย เจ้าหนี้ก็อาจมีสิทธิมาเรียกเก็บจากเงินส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการได้ แต่หากเป็นบริษัทจำกัดผู้ถือหุ้นทุกคนจะรับผิดจำกัด เจ้าหนี้จะไม่สามารถมาเรียกเก็บเงินจากเงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้
ใบขอซื้อ (Purchase requisition) และ ใบสั่งซื้อ (Purchase order) คืออะไร?
ใบขอซื้อ (Purchase requisition) คืออะไร?
ใบขอซื้อ (Purchase requisition : PR) คือเอกสารภายในบริษัทที่หน่วยงานต่างๆใช้ในการขอซื้อวัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการดำเนินงานของหน่วยงานนั้นๆ โดยเอกสาร ใบขอซื้อ (Purchase requisition) นั้นควรถูกลงนามอนุมัติโดยหัวหน้าแต่ละแผนก และจะถูกส่งไปที่ฝ่ายจัดซื้อของแต่ละบริษัทเพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อดำเนินการซื้อวัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆดังกล่าวออกไป
ยกตัวอย่างเช่น ฝ่ายบัญชีของบริษัทต้องการซื้อกระดาษ และเครื่องเขียน เพื่อใช้ในการทำงาน ฝ่ายบัญชีของบริษัทก็จะจัดทำ ใบขอซื้อ (Purchase requisition) ขึ้นมาโดยจะมีการระบุรายการและจำนวนที่ฝ่ายบัญชีต้องการสั่งซื้อ เอกสารดังกล่าวจะถูกส่งไปให้ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเพื่อดำเนินการสั่งซื้อสินค้าจาก Supplier ต่อไป
ตัวอย่างเอกสาร ใบขอซื้อ (Purchase requisition)
เราลองมาดูตัวอย่างเอกสารดังกล่าวกันดังนี้
ใบขอซื้อ (Purchase requisition)
ดาวน์โหลดตัวอย่างเอกสาร : ใบขอซื้อ (Purchase Requisition)ข้อมูลสำคัญใน ใบขอซื้อ (Purchase requisition) มีดังต่อไปนี้
แผนกที่ทำการขอซื้อ
เหตุผลในการขอซื้อ
วันที่ทำการขอซื้อ
รายละเอียดสินค้า/บริการที่ต้องการ
จำนวนสินค้า/บริการที่ต้องการ
ราคาสินค้า (ถ้ามี)
ผู้จัดทำ และผู้อนุมัติ
ใบสั่งซื้อ (Purchase order) คืออะไร?
ใบสั่งซื้อ (Purchase order : PO) เป็นเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทนั้นจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นคำสั่งซื้อและส่งให้แก่ Supplier เพื่อให้ทาง Supplier จัดหาสินค้า/บริการ ตามที่บริษัทต้องการมาให้ โดยเอกสาร ใบสั่งซื้อ (Purchase order) นั้นควรที่จะได้รับการอนุมัติโดยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือบุคคลที่มีตำแหน่งสูงกว่ากรณีที่การสั่งซื้อนั้นมีจำนวนเงินที่สูงมาก
ยกตัวอย่างเช่น จากตัวอย่างเดิมที่ฝ่ายบัญชีส่ง ใบขอซื้อ (Purchase requisition) เพื่อขอซื้อกระดาษ และเครื่องเขียน ทางฝ่ายจัดซื้อก็จะนำเอกสารดังกล่าวมาเป็นเอกสารหลักฐานในการจัดทำใบสั่งซื้อ (Purchase order) เพื่อสั่งซื้อ กระดาษ และเครื่องเขียนโดยก่อนที่จะทำ ใบสั่งซื้อ (Purchase order) ได้ฝ่ายจัดซื้อควรที่จะต้องมีการเปรียบเทียบสินค้า/บริการของแต่ละ Supplier แต่ละเจ้าอย่างน้อย 3 รายเพื่อให้บริษัทที่ซื้อสินค้าจาก Supplier ที่สินค้า/บริการ มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
ใบสั่งซื้อ (Purchase order) นั้นควรจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือผู้มีอำนาจที่สูงกว่าในกรณีที่การสั่งซื้อนั้นมีมูลค่าสูงเกินกว่าอำนาจของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ และถูกส่งต่อไปให้ทาง Supplier เพื่อให้ทาง Supplier จัดส่ง กระดาษ และเครื่องเขียน มาตามที่กำหนด
หมายเหตุ : ในบางบริษัทจะมีการกำหนดอำนาจเอาไว้เลยว่าผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อมีอำนาจซื้อได้ไม่เกินกี่บาท หากมูลค่าสินค้าเกินกว่านั้นจะให้กรรมการบริษัทเป็นผู้อนุมัติในการจัดซื้อ เป็นต้น
ตัวอย่างเอกสาร ใบสั่งซื้อ (Purchase order)
เราลองมาดูตัวอย่างเอกสาร ใบสั่งซื้อ (Purchase order) ซึ่งเป็นตัวอย่างเอกสารที่มาจากโปรแกรมบัญชี PEAK ที่ทางผมใช้ทำบัญชีในการให้บริการแก่ลูกค้า
ใบสั่งซื้อ (Purchase order)
ดาวน์โหลดตัวอย่างเอกสาร : ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)ข้อมูลสำคัญใน ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) มีดังต่อไปนี้
ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษีของบริษัทผู้สั่งซื้อ
ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษีของบริษัทผู้ขาย
วันที่ทำการสั่งซื้อ
รายละเอียดสินค้า/บริการที่ต้องการ
จำนวนสินค้า/บริการที่ต้องการ
จำนวนเงิน และจำนวนเงินรวมของสินค้า/บริการที่ต้องการ
ผู้จัดทำ และผู้อนุมัติ
ใบขอซื้อ (Purchase requisition) และใบสั่งซื้อ (Purchase order) แตกต่างกันอย่างไร
นอกจากเรื่องรูปแบบเอกสารที่ไม่เหมือนกันแล้ว สิ่งแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ใบขอซื้อ (Purchase requisition) และใบสั่งซื้อ (Purchase order) นั่นคือวัตถุประสงค์ในการออกเอกสารการออกเอกสาร
ใบขอซื้อ (Purchase requisition) วัตถุประสงค์หลักคือการขอซื้อวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่แผนกต่างๆภายในองค์กรต้องการ ดังนั้นใบดังกล่าวจึงควรต้องได้รับอนุมัติจากหัวหน้าของแต่ละแผนกว่าการขอซื้อนั้นมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ หลังจากนั้นเอกสารดังกล่าวก็จะถูกส่งให้แก่ฝ่ายจัดซื้อเพื่อดำเนินการจัดซื้อต่อไปการออกเอกสาร
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) วัตถุประสงค์หลักคือสั่งซื้อสินค้าจากทาง Supplier โดยทางฝ่ายจัดซื้อจะรวบรวมคำขอซื้อจากฝ่ายต่างๆภายในองค์กร เพื่อนำมาจัดทำ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือผู้มีอำนาจที่สูงกว่าในกรณีที่การสั่งซื้อนั้นมีมูลค่าสูงเกินกว่าอำนาจของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หลังจากที่ได้จัดทำ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารดังกล่าวก็จะถูกส่งให้แก่ Supplier เพื่อสั่งซื้อสินค้าต่อไป
นิติบุคคลคืออะไร เรามาทำความเข้าใจนิติบุคคลประเภทต่างๆกัน..?
ประเภทของนิติบุคคล
ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจว่านิติบุคคลคืออะไรนั้น เราควรจะต้องมาเข้าใจก่อนว่านิติบุคคลนั้นมีกี่ประเภท ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น
นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้นมีบัญญัติเอาไว้หลายประเภท เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด มูลนิธิ สมาคม เป็นต้น
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น คือ นิติบุคคลตามกฎหมายอื่นที่ไม่ใช่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น พระราชบัญญัติมหาชนจำกัด พระราชบัญญัติสหกรณ์ เป็นต้น
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : พระราชบัญญัติมหาชนจำกัด
ในบทความนี้เราจะขออธิบายนิติบุคคลหลักๆดังนี้ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจว่านิติบุคคลคืออะไร และนิติบุคคลแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร
ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน / ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้างหุ้นส่วนแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญมีดังนี้
คือสัญญาของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่สามารถทำมาหาได้
ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในตัวหนี้ทั้งหมดของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด อันนี้จะเป็นข้อเสียอย่างมากของการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญเนื่องจากหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดอย่างไม่จำกัด กล่าวคือหากดำเนินธุรกิจไปแล้วมีหนี้สินต่างๆเกิดขึ้นและตัวห้างหุ้นส่วนสามัญไม่มีเงินมาใช้นี้ คุณในฐานะหุ้นส่วนก็จะต้องนำเงินส่วนตัวมาร่มรับผิดชอบใช้หนี้ด้วยอย่างไม่จำกัด
ต้องมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อยคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (หมายถึงไม่ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทนี้จะมีสถานะเหมือนกับบุคคลธรรมดาดังนั้นรูปแบบในการเสียภาษีจึงเสียตามอัตราก้าวหน้าในรูปแบบบุคคลธรรมดาและไม่ต้องนำส่งงบการเงิน อีกประเภทหนึ่งคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน (หมายถึงจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ห้างหุ้นส่วนสามัญประเภทนี้จะมีสถานะเหมือนกับนิติบุคคล ดังนั้นรูปแบบการเสียภาษีจึงต้องเสียภาษีของนิติบุคคล และต้องนำส่งงบการเงินให้ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด มีดังนี้
ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีสถานะเป็นนิติบุคคล
คือสัญญาของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่สามารถทำมาหาได้
หุ้นส่วนจะมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท คือหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิด โดยตัวหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด อันนี้จะเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเนื่องจากต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่เป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด (หุ้นส่วนผู้จัดการ) ซึ่งจะต้องรับผิดอย่างไม่จำกัด กล่าวคือหากดำเนินธุรกิจไปแล้วมีหนี้สินต่างๆเกิดขึ้นและตัวห้างหุ้นส่วนสามัญไม่มีเงินมาใช้นี้ คุณในฐานะหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดก็จะต้องนำเงินส่วนตัวมาร่มรับผิดชอบใช้หนี้ด้วยอย่างไม่จำกัด สำหรับหุ้นส่วนที่รับผิดจำกัดจะรับผิดเพียงจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น
ต้องมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย
ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคล
ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ : ภาษีเงินได้นิติบุคคลคืออะไร
บริษัทจำกัด คืออะไร
บริษัทจำกัดนั้น คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับบริษัทจำกัดมีดังต่อไปนี้
บริษัทจำกัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล
ผู้ถือหุ้นจะต้องมีอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป มากระทำการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่สามารถทำมาหาได้
ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจะเป็นแบบจำกัดความรับผิด (เพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ) อันนี้จะเป็นข้อที่ดีอย่างมากของการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด/บริษัทมหาชนจำกัดครับ เพราะหากดำเนินธุรกิจไปแล้วมีหนี้สินต่างๆเกิดขึ้นและตัวบริษัทไม่มีเงินมาใช้นี้ ผู้ถือหุ้นก็ไม่จำเป็นต้องนำเงินส่วนตัวมาชดใช้เนื่องจากรับผิดจำกัด
การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัดจะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการดำเนินธุรกิจในรูปแบบห้างหุ้นส่วน
บริษัทจำกัดจะต้องนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย
บริษัทจำกัดจะเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคล
บริษัทมหาชนจำกัด คืออะไร
บริษัทมหาชนจำกัด ถูกกำหนดขึ้นโดยพระราชบัญญัติ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (ไม่ใช่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยมีข้อกำหนดให้บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว สามารถนำหุ้นจำนวนหนึ่งของบริษัทออกจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปได้ และประชาชนผู้ซื้อหุ้นจึงเป็นเจ้าของกิจการนั้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ และหุ้นนี้อาจขายให้ผู้อื่นได้ตามราคาหุ้นในแต่ละวันผู้ที่ดำเนินการขายและซื้อหุ้นของบริษัทจำกัด (มหาชน) คือ ตลาดหลักทรัพย์
สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับบริษัทมหาชนจำกัดมีดังต่อไปนี้
บริษัทมหาชนจำกัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล
ผู้ถือหุ้นจะต้องมีอย่างน้อย 15 คนขึ้นไป มากระทำการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่สามารถทำมาหาได้
ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจะเป็นแบบจำกัดความรับผิด (เพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ)
การดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทมหาชนจำกัดจะดูมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในบรรดานิติบุคคลทั้งหมด
บริษัทมหาชนจำกัดจะต้องนำส่งงบการเงินตามกฎหมาย
บริษัทมหาชนจำกัดจะเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคล
งบกระแสเงินสดคืออะไร..?
งบกระแสเงินสดคืออะไร
งบกระแสเงินสดเป็นงบที่จะกระทบยอดว่าเงินของบริษัทนั้นที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างงวดนั้นเกิดจากกิจกรรมใดบ้างสำหรับกิจกรรมในงบกระแสเงินสดจะสามารถแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลักๆได้ดังต่อไปนี้
กระแสเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน – กิจกรรมดำเนินงานเป็นกิจกรรมการดำเนินงานตามปกติของบริษัท เช่น การขายสินค้า การให้บริการ การซื้อสินค้า การจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงาน ยอดรวมของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานจะเป็น บวก (+) หรือ (-) ก็ได้ซึ่งจะให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป
หากกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานจะเป็น บวก (+) แสดงว่าบริการมีเงินสดรับมากกว่าเงินสดจ่ายจากการดำเนินงาน ยิ่งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก (+) มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีเพราะแสดงให้เห็นว่ากิจการมีกระแสเงินสดเข้ามามากจากการดำเนินงาน
ในทางกลับกันหากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นลบ (-) มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งไม่ดีเพราะแสดงให้เห็นว่ากิจการมีกระแสเงินสดไหลออกมากในการดำเนินงาน
กระแสเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมลงทุน – กิจกรรมลงทุนเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งหมดของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรายการที่อยู่ทางฝั่งสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น การซื้อสินทรัพย์ถาวร การซื้อสินทรัพย์ไม่มีตัวตน การขายสินทรัพย์ถาวร การขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ยอดรวมของกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนจะเป็น บวก (+) หรือ (-) ก็ได้ซึ่งจะให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป
หากกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนจะเป็น บวก (+) แสดงว่าบริษัทมีรายการเงินสดรับจากการขายสินทรัพย์ถาวร หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมากกว่า เงินสดจ่ายซื้อสินทรัพย์ถาวร หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตน หากเป็นกรณีกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนจะเป็น บวก (+) จะไม่สามารถตีความได้ชัดเจนว่าดีหรือไม่ดีเพราะต้องดูรายละเอียดประกอบเพิ่มเติมด้วย
หากกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนจะเป็น ลบ (-) แสดงว่าบริษัทมีรายการเงินสดจ่ายจากการซื้อสินทรัพย์ถาวร หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมากกว่า เงินสดรับจากการขายสินทรัพย์ถาวร หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตน โดยส่วนใหญ่แล้วหากกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุนจะเป็น ลบ (-) จะถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าทางบริษัทยังคงมีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายธุรกิจต่อไปในอนาคตได้
กระแสเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมจัดหาเงิน – กิจกรรมจัดหาเงินเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาแหล่งเงินทุนของบริษัท เช่น เงินสดรับจากการกู้เงิน เงินสดรับจากการเพิ่มทุน เงินสดจ่ายจากการกู้ยืมเงิน เงินสดจ่ายจากเงินปันผล เป็นต้น ยอดรวมของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินจะเป็น บวก (+) หรือ (-) ก็ได้ซึ่งจะให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป
หากกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินจะเป็น บวก (+) แสดงว่าบริษัทมีรายการเงินสดรับจากการกู้ยืมเงิน การเพิ่มทุน เป็นต้น มากกว่าเงินสดจ่ายจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืม หรือเงินสดจ่ายจากเงินปันผล หากเป็นกรณีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็น บวก (+) จะไม่สามารถตีความได้ชัดเจนว่าดีหรือไม่ดีเพราะต้องดูรายละเอียดประกอบเพิ่มเติมด้วย
หากกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินจะเป็น ลบ (-) แสดงว่าบริษัทมีเงินสดจ่ายจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืม หรือเงินสดจ่ายจากเงินปันผล มากกว่าเงินสดรับจากการกู้ยืม หรือเงินสดรับจากการเพิ่มทุน เป็นต้น หากเป็นกรณีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นลบ (-) โดยส่วนใหญ่แล้วจะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าทางบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลคืนให้แก่ผู้ถือห้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามหากกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินเป็นลบ (-) เนื่องจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมมากๆอันนี้ก็อาจมองว่าไม่ดีได้เช่นกัน เพราะบริษัทมีเงินกู้ยืมที่ต้องจ่ายชำระมาก
โครงสร้างงบกระแสเงินสด
โครงสร้างงบกระแสเงินสด
ยกตัวอย่างบริษัทมีกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมดำเนินงาน +100 บาท สำหรับกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน บริษัทได้มีการจ่ายเงินซื้อสินทรัพย์ถาวร หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นจำนวนเงิน -40 บาท เพื่อลงทุนขยายธุรกิจ และสุดท้ายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินบริษัทมีการจ่ายเงินปันผลคือให้แก่ผู้ถือหุ้น -40 บาท ดังนั้นยอดกระแสเงินรวมรวมของบริษัทจึงอยู่ที่ +100-40-40 = 20 บาทดังนั้นหากยอดเงินของบริษัท ณ ต้นปีอยู่ที่ 30 บาท ดังนั้นกระแสเงินสดปลายปีของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นอีก 20 บาท เป็น 50 บาทนั่นเอง
ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในทางบัญชี แต่กระแสเงินสดจริงๆของบริษัทไม่ได้หายออกไปไหนเลยจากค่าเสื่อมราคา ดังนั้นจึงต้องนำค่าเสื่อมราคาบวกเข้าไปเพิ่มเติมในกำไร เพื่อให้ตัวเลขกำไรใกล้เคียงกับเงินสดมากที่สุด
หนี้สูญ / หนี้สงสัยจะสูญ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในทางบัญชีในการลดมูลค่าลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บไม่ได้ แต่กระแสเงินสดจริงๆของบริษัทไม่ได้หายออกไปไหนเลยจากการตั้งหนี้สูญ / หนี้สงสัยจะสูญ ดังนั้นจึงต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวบวกเข้าไปเพิ่มเติมในกำไร เพื่อให้ตัวเลขกำไรใกล้เคียงกับเงินสดมากที่สุด
การปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในทางบัญชีในการลดมูลค่าสินค้าล้าสมัยหรือสินค้าที่คาดว่าจะขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน แต่กระแสเงินสดจริงๆของบริษัทไม่ได้หายออกไปไหนเลยจากการตั้งการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ ดังนั้นจึงต้องนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวบวกเข้าไปเพิ่มเติมในกำไร เพื่อให้ตัวเลขกำไรใกล้เคียงกับเงินสดมากที่สุด เป็นต้น
หลังจากนั้นจะต้องมีการปรับปรุงด้วยยอดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน เพื่อปรับให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานนั้นเป็นไปตามเกณฑ์เงินสด
จดบริษัทแบบยื่นเอกสารเป็นกระดาษ..?
ขั้นตอนในการจดบริษัท
ขั้นตอนจดบริษัท
จะต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป และร่วมกันจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ
จัดให้มีผู้ที่เข้าชื่อในการซื้อหุ้นของบริษัท
ประชุมจัดตั้งบริษัท
ผู้เริ่มก่อการได้มอบกิจการทั้งหมดให้กรรมการบริษัท เพื่อเป็นตัวแทนในการดำเนินการ
กรรมการเรียกผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น ให้มาชำระค่าหุ้นโดยจะชำระเต็มจำนวนหรือไม่ก็ได้ หากชำระค่าหุ้นไม่เต็มจำนวน การชำระค่าหุ้นจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
ขั้นตอนที่ 1 – 5 ให้ทำภายในวันเดียวกัน
หลังจากนั้นให้จัดทำเอกสารประกอบการจดทะเบียนและให้ไปดำเนินการยื่นเอกสารประกอบการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 3 เดือน
ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจดบริษัท
ในการยื่นจดบริษัทในรูปแบบกระดาษ จะต้องใช้ข้อมูลต่างๆดังต่อไปนี้
ชื่อของบริษัท ซึ่งรายการนี้จะต้องผ่านการจองชื่อมาก่อน และต้องได้รับอนุมัติการจองชื่อแล้วเท่านั้น ท่านใดต้องการจองชื่อบริษัทสามารถอ่านบทความผมได้เลยครับ : จองชื่อบริษัทมีขั้นตอนอย่างไร?
ที่ตั้งของบริษัท นอกจากที่อยู่ที่เป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว อันนี้จะต้องมีเลขรหัสประจำบ้านซึ่งระบุอยู่ในทะเบียนบ้านด้วย
สำหรับในเรื่องสถานที่ตั้งบริษัทสามารถใช้บ้านเดี่ยว หรือสถานที่เช่าเป็นที่ตั้งบริษัทได้ อย่างไรก็ตามหากใช้คอนโดเป็นที่ตั้งบริษัทอาจมีปัญหาได้ ในตอนจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท จะต้องมีการจัดทำขึ้น
สามารถดูรายละเอียดในเรื่องวัตถุประสงค์ได้ตาม Link นี้เลยครับ : หลักเกณฑ์การกำหนดวัตถุประสงค์
ทุนจดทะเบียนของบริษัทต้องแบ่งเป็นหุ้น หุ้นละเท่าๆกัน (มูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท)
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท : ทุนจดทะเบียนบริษัทคืออะไร?
รายละเอียดของผู้เริ่มก่อการที่จองซื้อหุ้นไว้ ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่ อายุ เบอร์ติดต่อ เลขบัตรประชาชน
รายละเอียดของพยานทั้ง 2 คนซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่ อายุ เบอร์ติดต่อ เลขบัตรประชาชน
ชำระค่าอากรแสตมป์ 200 บาท
ข้อบังคับของบริษัท (ถ้ามี)
จำนวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชำระเรียบร้อยแล้ว
รายละเอียดของกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่ อายุ เบอร์ติดต่อ เลขบัตรประชาชน
รายชื่อหรือจำนวนกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท
รายละเอียดผู้สอบบัญชีซึ่งประกอบด้วย ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบ และค่าสินจ้าง
รายละเอียดของผู้ถือหุ้น ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่ อายุ เบอร์ติดต่อ เลขบัตรประชาชน
ดวงตราสำคัญ (ถ้ามี) (ดูรายละเอียดหลักเกณฑ์ดวงตรา)
เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดบริษัท
แบบ บอจ.1 คำขอจดทะเบียน
แบบคำรับรองการจดทะเบียน
แบบ บอจ.2 หนังสือบริคณห์สนธิ
แบบ บอจ.3 รายการจดทะเบียนจัดตั้ง
แบบ ว. แบบวัตถุประสงค์
แบบ ก รายละเอียดกรรมการ
ใบแจ้งผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่หมดอายุ
กรณีประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม (ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ กิจการคลังสินค้า กิจการห้องเย็น เป็นต้น) จะต้องมีหลักฐานให้คามเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัท
แบบ บอจ.5 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
สำเนาบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น
สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
สำเนาข้อบังคับบริษัท (ถ้ามี)
สำเนาหลักฐานในการชำระค่าหุ้นที่บริษัทได้ออกให้แก่ผู้ถือหุ้น
แบบ สสช.1
แผนที่ตั้งสำนักงาน
สำเนาบัตรประชาชนของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี) ดูหลักเกณฑ์ได้ที่นี่
หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถมาด้วยตนเอง
เอกสารทั้งหมดดังกล่าวทุกท่านสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ : หนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัท พร้อมกันภายในวันเดียวกัน
สำหรับตัวอย่างวิธีการในการกรอกแบบ สามารถดูได้ที่นี่
ค่าธรรมเนียมในการจดบริษัท
จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 บาท
หนังสือรับรอง รายการละ 40 บาท
ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
รับรองสำเนาเอกสารคำขอจดทะเบียน หน้าละ 50 บาท
สถานที่จดบริษัท
หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ
สรุปจดบริษัท
จริงๆแล้วการจดบริษัทสามารถทำได้ง่ายๆได้ในรูปแบบออนไลน์ แต่สำหรับผู้ไม่ถนัดในเรื่องของระบบออนไลน์จริงๆก็สามารถเลือกจดบริษัทแบบยื่นกระดาษได้เช่นเดียวกัน ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ตั้งใจจดบริษัทแบบยื่นกระดาษ
สมการบัญชีและหลักการบัญชีนั้นเป็นอย่างไร..?
สมการบัญชีและหลักการบัญชีนั้นเป็นอย่างไร
สมการบัญชี
สมการบัญชี คือ สมการที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ โดยมีสมการดังต่อไปนี้ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ
สมการบัญชี
สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการ และสามารถก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจต่อกิจการได้ เช่น เงินสด ลูกหนี้ สินค้า ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เป็นต้น
หนี้สิน คือ ภาระผูกพันที่เป็นผลจากอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้กิจการต้องสูญเสียประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต (เพราะต้องจ่ายชำระคืน) เช่น เจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ยืม เป็นต้น
ส่วนของเจ้าของ คือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หลักจากหักหนี้สินทั้งสิ้นออกแล้ว ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ ส่วนของเจ้าของ = สินทรัพย์ – หนี้สิน
สมการบัญชีจะต้องเป็นจริงเสมอกล่าวคือสินทรัพย์จะต้องเท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของเสมอ ซึ่งเดี๋ยวจะมีการอธิบายและยกตัวอย่างอีกทีในหัวข้อ การวิเคราะห์รายการค้า ครับ
การแปลความหมายจากสมการบัญชี
เราลองมาทบทวนสมการบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ จะเห็นได้ว่า หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ จะเป็นแหล่งที่มาของเงินทุนในการจัดหาทรัพย์สิน
โครงสร้างเงินทุน
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีสินทรัพย์ 100 บาท มีหนี้สิน 30 บาท และมีส่วนของเจ้าของ 70 บาท
โครงสร้างเงินทุน 1
หมายความว่าบริษัทมีสินทรัพย์ทั้งหมด 100 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยแหล่งที่มาของเงินทุนในการจัดหาสินทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน เกิดจากการก่อหนี้ 30 บาท และเป็นเงินทุนของกิจการเองจำนวน 70 บาท
หลักการบัญชี
หลักการบัญชีที่สำคัญที่ผู้ประกอบการควรต้องทราบคือการบันทึกบัญชีจะบันทึกตามเกณฑ์สิทธิ ไมได้บันทึกตามเกณฑ์เงินสด กล่าวคือ จะบันทึกรายการตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ ยกตัวอย่างช่น เมื่อบริษัทซื้อสินค้าเข้ามาในบริษัทและได้รับสินค้าแล้ว ข้อมูลบัญชีจะบันทึกสินค้าเข้ามาในงบการเงินเลย ถึงแม้ว่าบริษัทจะยังไม่ได้จ่ายชำระค่าสินค้าดังกล่าวตามเกณฑ์เงินสด
หลักเกณฑ์ในการบันทึกรายการตามเกณฑ์สิทธิสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
การขายสินค้า – จะบันทึกขายและรับรู้รายได้เมื่อกิจการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินจากลูกค้า
การซื้อสินค้า – จะบันทึกซื้อสินค้าเมื่อกิจการได้รับสินค้าจากทาง Supplier แล้ว ไม่ใช่เมื่อจ่ายเงินให้แก่ Supplier
การบันทึกค่าใช้จ่าย – ค่าใช้จ่ายต่างๆจะถูกบันทึกบัญชีเมื่อบริษัทได้ใช้บริการนั้นแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ในเดือน 12 ที่บริษัทจะต้องจ่ายในเดือน 1 ปีถัดไป ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ดังกล่าวนั้นจะต้องบันทึกบัญชีเข้ามาที่เดือน 12 เลยถึงแม้ว่าบริษัทจะยังไม่ได้จ่ายชำระเงินตามเกณฑ์เงินสด
การวิเคราะห์รายการค้า
ในส่วนนี้จะเป็นการยกตัวอย่างว่าหากเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆขึ้น จะส่งผลกระทบต่องบการเงินอย่างไร และจะเป็นการอธิบายในเรื่องสมการบัญชีไปในตัวว่าทำไม สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ เสมอ
บริษัท ABC เปิดธุรกิจเกี่ยวกับการรับจ้างล้างแอร์ โดยได้นำเงินสดมาลงทุนในธุรกิจทั้งสิ้นจำนวน 100,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 100,000 บาท = ส่วนของเจ้าของ 100,000 บาท
2. บริษัทซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการล้างแอร์ เป็นจำนวน 30,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 70,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท และทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 100,000 บาท = ส่วนของเจ้าของ 100,000 บาท
3. บริษัทซื้อน้ำยาล้างแอร์มารอใช้งานเป็นจำนวน 20,000 บาท เป็นเงินเชื่อ
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 70,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท และทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 120,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 100,000 บาท
4. บริษัทได้รับเงินสดจากการล้างแอร์ให้ลูกค้าจำนวน 40,000 บาท
การวิเคราะห์รายการค้า 4
รายการที่เกิดขึ้นในงบกำไรขาดทุนจะวิ่งเข้ากำไรสะสมในส่วนของผู้ถือหุ้นเสมอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 110,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 40,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 160,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 140,000 บาท
5. บริษัทมีรายได้จากการล้างแอร์เพิ่มเติมจำนวน 10,000 บาท โดยได้รับเงินสดมาครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเป็นเงินเชื่อ
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 115,000 บาท มีลูกหนี้ 5,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 50,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 170,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 150,000 บาท
6. บริษัทได้ใช้ไฟฟ้าและได้รับบิลค่าไฟฟ้าจำนวน 15,000 บาท แต่ยังไม่ได้จ่าย
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 115,000 บาท มีลูกหนี้ 5,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 35,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 35,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 170,000 บาท = หนี้สิน 35,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 135,000 บาท
7. บริษัทได้จ่ายค่าไฟฟ้าที่เคยตั้งหนี้เอาไว้แล้วจำนวน 15,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท มีลูกหนี้ 5,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 35,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 155,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 135,000 บาท
8. บริษัทได้รับเงินจากลูกหนี้จำนวน 5,000 บาท
การวิเราะห์รายการค้า 8
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 105,000 บาท มีสินค้าคงเหลือ 20,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 35,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 155,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 135,000 บาท
9. บริษัทได้นำน้ำยาล้างแอร์ไปใช้ให้บริการลูกค้าจำนวน 20,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 105,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 15,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 135,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 115,000 บาท
10. บริษัทได้ทำการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจำนวน 10,000 บาท
การวิเคราะห์รายการค้า 10
การจ่ายเงินปันผลให้จำเอาไว้ว่าจะไม่ได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายนะครับ แต่จะเป็นการลดกำไรสะสมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในส่วนของเจ้าของโดยตรง
จะเห็นได้ว่าเงินสดของบริษัทมียอดที่ 95,000 บาท มีอุปกรณ์ 30,000 บาท เจ้าหนี้มียอด 20,000 บาท ทุนของบริษัทมียอดที่ 100,000 บาท และกำไรสะสมมียอดที่ 5,000 บาท ตรงตามสมการบัญชี
สินทรัพย์ 125,000 บาท = หนี้สิน 20,000 บาท + ส่วนของเจ้าของ 105,000 บาท
สรุปสมการบัญชีและหลักการบัญชี
สมการบัญชีและหลักการบัญชีเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับที่ผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับงบการเงิน สมการบัญชีจะต้องเป็นจริงเสมอนั่นคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ และ หลักการพื้นฐานที่สำคัญนั่นคือบัญชีจะบันทึกรายการตามเกณฑ์สิทธิ ไม่ใช่ตามเกณฑ์เงินสด หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน
งบการเงินคืออะไร..?
งบการเงินคืออะไร..?
ใครบ้างที่ต้องการใช้งบการเงิน
เนื่องจากงบการเงินนั้นมีประโยชน์ที่ช่วยเป็นสื่อกลางทำให้บุคคลภายนอกนั้นรู้จักกับบริษัทมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีคนมากมายเหลายกลุ่มทีเดียวที่ต้องการใช้งบการเงิน สรุปได้ดังนี้
ธนาคารต้องการใช้งบการเงินเพื่อวิเคราะห์กิจการและฐานะการเงินของผู้กู้ เพื่อตัดสินใจปล่อยกู้
นักลงทุนต้องใช้งบการเงินเพื่อวิเคราะห์กิจการเพื่อตัดสินใจในการลงทุน
Supplier ของบริษัทต้องใช้งบการเงินเพื่อดูว่าบริษัทจะมีปัญหาในการชำระหนี้หรือไม่
ลูกค้าของบริษัทก็ต้องการดูงบการเงินเช่นเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์ว่ากิจการที่ทำมาค้าขายด้วยนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าใช้งบการเงินของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆในระดับประเทศ
กรมสรรพากรใช้งบการเงินในการพิจารณาการเสียภาษีของนิติบุคคล
แม้กระทั่งพนักงานของบริษัท ก็อาจต้องการดูงบการเงินของบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่เช่นเดียวกัน เพื่อดูว่าบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่นั้นมีความมั่นคงมากน้อยขนาดไหน
ผู้บริหารของบริษัทต้องวิเคราะห์งบการเงินเพื่อนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์
องค์ประกอบของงบการเงิน
งบการเงินจะมีองค์ประกอบหลักๆที่สำคัญๆ 6 ส่วนด้วยกัน ดังนี้
หน้ารายงานผู้สอบบัญชี
งบแสดงฐานะการเงิน
งบกำไรขาดทุน
งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
งบกระแสเงินสด
หมายเหตุประกอบงบการเงิน
หน้ารายงานผู้สอบบัญชี
ทุกๆบริษัทจะต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชีเซ็นรับรองเพื่อให้บุคคลอื่น มั่นใจในตัวเลขและสามารถนำงบการเงินไปใช้ได้ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผู้สอบบัญชีจึงต้องมีการสื่อสารให้ผู้ใช้งบการเงินทราบว่างบการเงินดังกล่าวนั้นถูกต้องหรือไม่ การสื่อสารดังกล่าวจะทำผ่านหน้ารายงานผู้สอบบัญชี
ดังนั้นหน้ารายงานผู้สอบบัญชีจึงเป็นองค์ประกอบของงบการเงินที่มีความสำคัญมากที่สุด หากผู้สอบบัญชีรายงานว่างบการเงินนั้นถูกต้อง ผู้ใช้งบการเงินจึงจะสามารถนำงบการเงินดังกล่าวไปใช้ได้อย่างสบายใจ ในทางตรงกันข้ามหากผู้สอบบัญชีระบุว่างบการเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง นั่นหมายความว่างบการเงินที่เรากำลังใช้อยู่นั้นไม่ถูกต้องและหากนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้ อาจทำให้ผลการวิเคราะห์นั้นผิดเพี้ยนไปได้
ความเห็นของผู้สอบบัญชีแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆคือ
ไม่มีเงื่อไข – แสดงว่างบการเงินดังกล่าวถูกต้อง
ไม่ถูกต้อง – แสดงว่างบการเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างร้ายแรง
ไม่แสดงความเห็น – แสดงว่าผู้สอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบอะไรบางอย่างได้เพราะถูกบริหารจำกัดขอบเขตการตรวจสอบ และเรื่องดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่องบการเงินอย่างร้ายแรง
มีเงื่อนไข – แสดงว่างบการเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตในการตรวจสอบ แต่ระดับความรุนแรงจะน้อยกว่าข้อที่ 2 และ 3
เรื่องการอ่านหน้ารายงานผู้สอบบัญชีอย่างละเอียด เดี๋ยวจะมีอธิบายเอาไว้ในบทความถัดๆไปครับ
ดังนั้นในการอ่านงบการเงินสิ่งแรกสุดที่เราควรอ่านก่อนนั่นคือหน้ารายงานผู้สอบบัญชีนั่นเอง
งบกระแสเงินสด
งบกระแสเงินสดเป็นงบที่แสดงกระแสเงินสดรับ กระแสเงินสดจ่ายของกิจการ ว่าช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งบริษัทมีกระแสเงินสดรับจ่ายเป็นจำนวนเท่าใด ในงบกระเงินสดจะแบ่งเป็น 3 กิจกรรมดังต่อไปนี้
กระแสเงินสดรับจ่ายจากกิจกรรมดำเนินงาน เช่น เงินสดรับจากการขาย เงินสดจ่ายซื้อสินค้า เป็นต้น
กระแสเงินสดรับจ่ายจากกิจกรรมลงทุน เช่น เงินสดจ่ายลงทุนซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ หรือ เงินสดรับจากการขายที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เป็นต้น
กระแสเงินสดรับจ่ายจากกิจกรรมจัดหาเงิน เช่น เงินสดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น เป็นต้น
หมายเหตุประกอบงบการเงิน
หมายเหตุประกอบงบการเงินจะเป็นส่วนอธิบายเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลของบริษัทและข้อมูลในงบการเงินให้มีความชัดเจนมากยื่งขึ้น เช่น ข้อมูลทั่วไปของบริษัท ลักษณะธุรกิจบริษัท นโยบายบัญชีต่างๆที่บริษัทใช้ แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละบัญชีของงบการเงิน เป็นต้น
สรุปเรื่องงบการเงิน
งบการเงินเป็นสื่อกลางสำคัญที่จะทำให้ทั้งบุคคลภายในและบุคคลภายนอกเข้าใจบริษัทมากยิ่งขึ้น ดังนั้นงบการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆที่เราควรที่จะศึกษา จะได้สามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้ต่อไป
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร..?
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร..?
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องหักเงินผู้รับเอาไว้บางส่วนหากเป็นเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนดให้หัก ณ ที่จ่าย และนำเงินที่หักเอาไว้นั้นนำส่งให้แก่กรมสรรพากร
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีที่ค่อนข้างจุกจิก และมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นภาษีตัวนี้จึงเป็นภาษีที่ผู้ประกอบการทำผิดมากที่สุดภาษีหนึ่ง ดังนั้นเราจึงควรศึกษาเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเอาไว้ จะได้ไม่ทำผิดพลาด หลีกเลี่ยงปัญหาเบี้ยปรับ เงินเพิ่มที่จะตามมา
ตัวอย่างภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A จ่ายค่าบริการทำความสะอาดให้แก่บริษัท B จำนวน 1,000 บาท ซึ่งตามกฎหมายการให้บริการทำความสะอาดจะต้องมีการหัก ณ ที่จ่าย 3% ดังนั้นบริษัท A จะต้องหัก ณ ที่จ่ายบริษัท B ดังต่อไปนี้
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย = ค่าบริการ x อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย = 1,000 x 3% = 30 บาท
ดังนั้นบริษัท A จึงต้องหัก ณ ที่จ่ายบริษัท B เป็นจำนวน 30 บาท ฉะนั้นบริษัท A จะจ่ายเงินค่าบริการให้แก่บริษัท B เป็นจำนวน 1,000 – 30 = 970 บาท ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 30 บาท บริษัท A จะต้องนำส่งให้สรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัท A จ่ายค่าบริการให้แก่บริษัท B ในเดือนมากราคม บริษัท A ก็จะต้องนำส่งภาษเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้แก่สรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นั่นเอง
ใครเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ตามมาตรา 50 ระบุเอาไว้ว่า ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาดูรายละเอียดกันว่าค่าใช้จ่ายประเภทไหนบ้างต้องหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย
โดยทั่วๆไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่า นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน บริษัท) เท่านั่นที่จะต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่ถ้าดูตามมาตรานี้จะครอบคลุมไปถึงบุคคลด้วย หากมีการจ่ายเงินได้ที่เข้าเงื่อนไขก็ควรต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วย
ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายต้องปฎิบัติอย่างไร
ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจะต้องปฎิบัติดังนี้
ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ผู้จ่ายเงิน) จะต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หากเป็นนิติบุคคล ก็จะใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ตามหนังสือรับรองเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หากเป็นบุคคลธรรมดา ก็จะใช้เลขบัตรประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ผู้จ่ายเงิน) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ทุกคราวที่จ่ายค่าใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนดให้หัก ณ ที่จ่าย
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A จ่ายค่าเช่า Office ให้แก่นาย ก ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ค่าเช่าหัก ณ ที่จ่าย 5% สมมติว่า ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ดังนั้นบริษัท A ต้องจ่ายเงินให้แก่นาย ก เดือนละ 47,500 บาท โดยต้องหัก ณ ที่จ่ายเก็บไว้ 2,500 บาท (5% ของยอด 50,000 บาท) ซึ่งยอด 2,500 บาทบริษัท A จะต้องเอาไปนำส่งให้แก่กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปโดยใช้แบบ ภงด.3
นาย ก จะต้องนำยอด 50,000 บาทไปยื่นเสียภาษีตอนปลายปี โดยที่สามารถนำยอดที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายเอาไว้ 2,500 บาท มาเครดิตภาษีได้
3. ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ผู้จ่ายเงิน) ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้มีเงินได้ด้วย ตัวอย่างหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
4. นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากรภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน
เงินได้ประเภทใดต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
กรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้รับเงิน
เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าแรง (ตามอัตราก้าวหน้า)
เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน
เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เช่น กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี
เงินได้จากการรับเหมา
เงินได้จากการธุรกิจการพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งฯ เฉพาะประเภทที่กำหนดไว้ ดังนี้
เงินรางวัลจากการประกวด แข่งขัน ชิงโชค
เงินได้จากการเป็นนักแสดงสาธารณะ
เงินได้จากการรับโฆษณา
เงินได้จากการรับจ้างทำของ
เงินได้จากการให้บริการอื่น
เงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆเนื่องจากการส่งเสริมการขาย
เงินได้จากการขนส่ง
กรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้รับเงิน
เงินได้จากการขายสินค้าพืชผลการเกษตร (บางประเภท) ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ย ตั๋วเงิน เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไรหรือประโยชน์อื่นใด เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากค่าจ้างทำของ เงินได้จากการประกวด แข่งขัน ชิงโชค หรือการอื่น อันมีลักษณะทำนองเดียวกัน เงินได้จากค่าโฆษณา
เงินได้ตามมาตรา 40(8) จากการให้บริการอื่น นอกจากที่กล่าวเอาไว้ในข้อ 1
เงินได้จากค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
เงินได้ค่าขนส่ง (ไม่รวมการจ่ายค่าขนส่งสาธารณะ)
ข้อสังเกต : หัก ณ ที่จ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป
การนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ในการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ให้ดูที่ผู้รับเงินเป็นสำคัญ หากผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา บริษัทผู้จ่ายจะต้องยื่นแบบ ภงด.3 ในการนำส่งภาษี หากผู้รับเงินเป็นนิติบุคคล บริษัทผู้จ่ายจะต้องยื่นแบบ ภงด.53 ในการนำส่งภาษี
สำหรับการกรอกแบบ ภงด.3 และ ภงด.53 จะประกอบไปด้วย 2 หน้า หน้าแรกให้กรอกรายละเอียดของผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ผู้จ่าย) และกรอกสรุปยอดภาษีที่นำส่ง ส่วนหน้าที่ 2 จะเป็นการกรอกรายละเอียดของผู้รับเงินทั้งหมดว่ามีใครบ้างในเดือนนั้นๆ และสรุปยอดค่าบริการและภาษีหัก ณ ที่จ่ายของแต่ละคน
บทลงโทษกรณีปฎิบัติไม่ถูกต้อง
ถ้าผู้จ่ายเงินไม่ได้หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือ หักและนำส่งไม่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องร่วมรับผิดกับผู้มีเงินได้ อย่างไรก็ตามในกรณีที่ผู้จ่ายได้เงินหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้เต็มจำนวนแล้วผู้มีเงินได้ไม่ต้องร่วมรับผิด
ถ้าผู้จ่ายเงินไมได้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้จ่ายเงินจะต้องรับผิดชอบเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง (ไม่รวมค่าเบี้ยปรับ)
สรุปภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
จากตารางภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายข้างต้นสามารถสรุปคร่าวๆได้ดังนี้
หัก ณ ที่จ่าย 1% สำหรับค่าขนส่ง
หัก ณ ที่จ่าย 1% สำหรับดอกเบี้ย
หัก ณ ที่จ่าย 2% สำหรับค่าโฆษณา
หัก ณ ที่จ่าย 5% สำหรับค่าเช่า
หัก ณ ที่จ่าย 5% สำหรับเงินรางวัล
หัก ณ ที่จ่าย 10% สำหรับเงินปันผล
หัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับอื่นๆ
หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้ากรณีจ่ายเงินเดือน
ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายหากยอดไม่เกิน 1,000 บาท
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีที่มีรายละเอียดยิบย่อยค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ประกอบการทุกท่านจึงควรศึกษาภาษีดังกล่าว และปฏิบัติตามให้ถูกต้อง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์
การยื่นภาษีมูลค่าพิ่ม มีขั้นตอนอย่างไร..?
การยื่นภาษีมูลค่าพิ่ม มีขั้นตอนอย่างไร..?
ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มคือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนจำกัด / บริษัทจำกัด)
ในการจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นหากผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาท ต่อปีผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเพื่อเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย
แต่หากผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ต่อปี ผู้ประกอบการยังไม่ต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือหากผู้ประกอบการต้องการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มถึงแม้ยอดขายจะยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็สามารถทำได้ ดังนั้นในกรณีดังกล่าวผู้ประกอบการต้องพิจารณาดีๆว่าการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อบริษัทหรือไม่
การจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายหรือให้บริการถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มถึงแม้ยอดขายจะยังไม่ถึงเกณฑ์ การดำเนินการจดทะเบียนสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทางคือ
การยื่นเอกสารเป็นกระดาษที่สรรพากรพื้นที่ ที่ผู้ประกอบการตั้งอยู่
การยื่นเอกสารผ่านทางออนไลน์
เรามาดูกันว่าการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
การยื่นเอกสารเป็นกระดาษที่สรรพากรพื้นที่ ที่ผู้ประกอบการตั้งอยู่
คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) และคำขอ ภ.พ.01.1 (ถ้ามี)
ภาพถ่ายสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์โดยสัญญาเช่าดังกล่าวต้องระบุชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์(กรณีเป็นการเช่า อสังหาริมทรัพย์ เช่น ตึกแถว บ้าน อาคารอาคารชุดพื้นที่ ในห้างสรรพสินค้า เป็นต้น) หรือภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้ อสังหาริมทรัพย์เป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน)
ภาพถ่ายหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือ ภาพถ่ายใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีเป็นบุคคลต่างด้าว)
ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (กรณีเป็นบุคคลต่างด้าว)
ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน มูลนิธิที่มิใช่ นิติบุคคล หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคลธรรมดา ตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันมิใช่นิติบุคคล
แผนที่ซึ่งแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการ
กรณีมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจ (ติดอากรแสตมป์) พร้อมภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในอาคารชุด ให้แนบภาพถ่ายหนังสือรับรองของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่ระบุว่าสถานที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ประกอบการค้าของอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
การยื่นเอกสารผ่านทางออนไลน์
ยื่นคำขอผ่านอินเตอร์เน็ตได้ที่ บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน (ภพ 30)
หลังจากที่ผู้ประกอบเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว ภาระหน้าที่ที่จะต้องจัดทำทุกๆเดือนนั่นคือการจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้า ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องจัดเก็บเอาไว้ที่สถานประกอบการ
นอกจากนี้ผู้ประกอบการต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นประจำทุกๆเดือน โดยยื่นแบบ ภพ 30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (กรณียื่นแบบเป็นกระดาษ) หรือภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป (กรณียื่นแบบทางออนไลน์)
สรุปการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ 30)
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกรายต้องยื่นแบบ ภพ 30 เป็นประจำทุกๆเดือนไม่ว่าจะมีรายการซื้อขายหรือไม่ โดยหากยื่นแบบ ภพ 30 แบบกระดาษ ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แต่หากยื่นแบบ ภพ 30 แบบออนไลน์ ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป
วิธีการกรอกแบบ ภพ 30 ที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ประกอบการควรศึกษาเพื่อให้กรอกแบบได้อย่างถูกต้อง หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดีหรือไม่..?
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดีหรือไม่..?
เงื่อนไขในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย
ในส่วนแรกนี้เรามาดูเงื่อนไขในการจดภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายกันก่อนครับ ตามกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นหากบริษัทคุณมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อันนี้ทางคุณต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มและเข้าสู่ระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตามประเด็นอยู่ที่ว่าแล้วถ้าคุณเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ที่รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีหล่ะ ตามกฎหมายคุณยังไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ หรือถ้าคุณต้องการจะไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้เช่นเดียวกัน แบบนี้ทางคุณควรจะต้องมีหลักการในการวิเคราะห์ครับว่าบริษัทของเราควรที่จะจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
การวิเคราะห์ว่าธุรกิจเราควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
สิ่งแรกที่คุณควรทราบหากจดภาษีมูลค่าเพิ่มคือ
ทุกๆการขายทางคุณจะต้องนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร 7% ของยอดขายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณสามารถนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นมาหักออกจากภาษีขายได้ก่อนนำส่งให้สรรพากร
กรณีที่ 1 อำนาจในการผลักภาระภาษีขายมาก + ต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อมาก
กรณีที่คุณมีอำนาจในการผลักภาระภาษีขายมาก ยกตัวอย่างเช่น ปกติหากคุณขายสินค้ามูลค่า 100 บาท ถ้าคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และคุณสามารถขึ้นราคาและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าได้เต็มจำนวนที่ 107 บาท โดยการขึ้นราคานี้ไม่ได้ส่งผลที่ทำให้คุณเสียลูกค้าไป กรณีนี้หมายความว่าทางคุณมีอำนาจในการผลักภาระภาษีขายไปให้แก่ลูกค้ามาก
กรณีต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อมาก ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำธุรกิจซื้อมาขายไปสินค้าและซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นต้นทุนของคุณทุกๆรายการจะมีภาษีซื้อที่สามารถนำไปเคลมได้ กรณีนี้หมายความว่าต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อมาก
ดังนั้นหากเข้ากรณีดังกล่าว ทางคุณสามารถผลักภาระภาษีขายไปให้แก่ลูกค้าได้โดยไม่ต้องออกเอง และต้นทุนของธุรกิจมีภาษีซื้อมากที่สามารถนำไปเคลมหักจากภาษีขายได้ คุณก็ควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะจะได้รับประโยชน์และมีกำไรสูงสุดหากจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีที่ 2 อำนาจในการผลักภาระภาษีน้อย + ต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อน้อย
กรณีที่คุณมีอำนาจในการผลักภาระภาษีขายน้อย ยกตัวอย่างเช่น ปกติหากคุณขายสินค้ามูลค่า 100 บาท ถ้าคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่คุณไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เพราะจะทำให้คุณเสียฐานลูกค้าไปและคุณต้องขายสินค้าในราคา 100 บาทเท่าเดิม นั่นหมายความว่าคุณจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่สรรพากร 6.54 บาท (93.46 x 7%) แสดงว่ารายได้ที่บริษัทได้รับจริงๆคือ 93.46 บาท
กรณีต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำธุรกิจให้บริการที่ใช้พนักงานเป็นหลัก เช่น ธุรกิจรับทำบัญชี เป็นต้น ต้นทุนหลักๆของกิจการคือเงินเดือนที่จ่ายให้แก่พนักงาน ซึ่งเงินเดือนเป็นต้นทุนที่ไม่มีภาษีซื้อ ในกรณีนี้หมายความว่าต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อน้อย
ดังนั้นหากเข้ากรณีดังกล่าว ทางคุณไม่สามารถผลักภาระภาษีขายไปให้แก่ลูกค้าได้และต้องออกเอง และต้นทุนของธุรกิจมีภาษีซื้อน้อยไม่สามารถนำไปเคลมหักจากภาษีขายได้ คุณก็ไม่ควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะจะเสียประโยชน์และทำให้กิจการมีกำไรลดลงหากจดภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีที่ 3 (อำนาจในการผลักภาระภาษีน้อย + ต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อมาก) หรือ (อำนาจในการผลักภาระภาษีมาก + ต้นทุนของกิจการมีภาษีซื้อน้อย)
กรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีที่คุณได้ประโยชน์เพียงด้านเดียว อันนี้ก็แล้วแต่พิจารณาว่าจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ซึ่งให้ทราบเอาไว้ว่าหากคุณจดทะเบียนภาษีมูค่าเพิ่มแล้ว คุณมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภพ.30) ซึ่งจะเป็นภาระเพิ่มเติมเข้ามา ดังนั้นถ้าเข้ากรณีนี้แนวโน้มคือไม่ควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร vat คืออะไร..?
ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร vat คืออะไร..?
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และการจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) คือ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร (ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด) หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat)
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยอดขายไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ก็สามารถเลือกจด Vat เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเราประกอบธุรกิจโดยมียอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท เราจะต้องลองวิเคราะห์ความคุ้มค่าดูว่าเราจะจด Vat เลยดีหรือไม่
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ในปัจจุบันอยู่ที่ 7% สำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะอยู่ที่ 0% สำหรับการส่งออกสินค้าหรือส่งออกบริการ
ธุรกิจที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)
อย่างไรก็ตามมีธุรกิจบางประเภทที่ถึงแม้ว่ายอดขายจะเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) เนื่องจากกฎหมายยกเว้นให้ เช่น
การขายพืชผลทางการเกษตร
การขายสัตว์ ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
การขายปุ๋ย
การขายปลาป่น อาหารสัตว์
การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์
การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา
การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ
การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ
การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร
การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล
การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์
ความหมายของภาษีขาย และภาษีซื้อ
ภาษีขาย (Output vat) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บจากลูกค้า เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ขายสินค้าให้กับบริษัท B โดยราคาขายก่อนภาษีมูค่าเพิ่ม อยู่ที่ 100 บาท ดังนั้นภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าจึงอยู่ที่ 7 บาท (7% ของมูลค่าสินค้า) ดังนั้นมูลค่ารวมที่เรียกเก็บจากลูกค้าคือ 107 บาท
ภาษีซื้อ (Input vat) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้จ่ายให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น บริษัท A ซื้อสินค้ามาจากบริษัท C ในราคาก่อนภาษีมูค่าเพิ่มที่ 40 บาท ภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บอยู่ที่ 2.8 บาท (7% ของมูลค่าสินค้า) ดังนั้นมูลค่ารวมที่จ่ายไปทั้งสิ้นคือ 42.8 บาท
วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)
ผู้ประกอบการจะต้องรวบรวมภาษีขาย (Output vat) และภาษีซื้อ (Input vat) ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแต่ละเดือน มาคำนวณเพื่อชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรดังต่อไปนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ
หาก ภาษีขาย (Output vat) > ภาษีซื้อ (Input vat) บริษัทจะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่กรมสรรพากร เนื่องจากมีภาษีมูลค่าที่เรียกเก็บจากลูกค้ามากกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเก็บจาก Supplier
หาก ภาษีซื้อ (Input vat) > ภาษีขาย (Output vat) บริษัทจะสามารถนำยอดส่วนเกินไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไป หรือจะขอภาษีคืนเป็นเงินสดก็ได้
จากตัวอย่างก่อน กรณีบริษัท A มีภาษีขายทั้งสิ้น 7 บาท มีภาษีซื้อทั้งสิ้น 2.8 บาท กรณีนี้ ภาษีขาย > ภาษีซื้อ ดังนั้นบริษัท A จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากรเป็นจำนวน 7 – 2.8 = 4.2 บาท
อย่างไรก็ตามตามสูตรดังกล่าวจะเห็นได้ว่าที่จริงแล้วผู้ประกอบการไม่ได้เป็นผู้รับภาระภาษีมูลเพิ่มที่แท้จริง เนื่องจากภาษีขายก็เรียกเก็บมาจากลูกค้า ส่วนภาษีซื้อที่จ่ายไปก็สามารถนำมาหักจากภาษีขายได้ ดังนั้นผู้ที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงคือผู้บริโภคสินค้าและบริการอย่างเราๆที่ไม่สามารถไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใครได้แล้วนั่นเอง
จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point)
จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) หมายถึง จุดที่ผู้ประกอบการถูกกำหนดโดยกฎหมาย ว่ามีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่
สิทธิ : เรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ
หน้าที่ :
จัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ หรือ ผู้รับบริการ
นำยอดขาย ภาษีขาย ไปลงในรายงานภาษีขาย
นำส่งภาษีให้กรมสรรพากร
จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) มีด้วยกัน 3 ข้อดังนี้
มีการโอนกรรมสิทธิ์สินค้า
ได้รับชำระราคาสินค้า
ได้ออกใบกำกับภาษี
อันไหนเกิดก่อนให้ถือว่าอันนั้นเป็นจุดที่จะต้องเกิดภาษีขาย ผู้ขายจะต้องเรียกเก็บเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร
หากเป็นการขายสินค้า จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าดังนั้นรูปแบบเอกสารสำหรับธุรกิจขายสินค้าจะมักออกเอกสาร “ใบส่งของ / ใบกำกับภาษี”
หากเป็นการให้บริการ จุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax point) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการรับชำระค่าบริการ ดังนั้นรูปแบบเอกสารสำหรับธุรกิจขายสินค้าจะมักออกเอกสาร “ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี”
ภาษีซื้อต้องห้าม
ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเคลมภาษีซื้อได้ทุกตัว เพราะตามกฎหมายกำหนดให้ภาษีซื้อบางส่วนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีสูญหาย
กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์
ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกิจการ
ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายจากการรับรอง
ภาษีซื้อที่ออกโดยผู้ที่ไม่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี
ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)
ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่
ผู้ประกอบการที่มียอดขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) โดยยื่นแบบ ภพ.01 ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ผู้ประกอบการที่ยอดขายสินค้าหรือให้บริการยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็สามารถยื่นขอเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) ได้โดยยื่นแบบ ภพ.01
สำหรับผู้ประกอบการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่ต้องการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) อันนี้เราต้องมาวิเคราะห์กันดีๆก่อนครับ ว่าการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) กับการไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม อันไหนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ซึ่งในบทความถัดไปผมจะพูดถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย
หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)
เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) จากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเพื่อเป็นหลักฐาน
จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีดังต่อไปนี้
รายงานภาษีซื้อ (Input vat)
รายงานภาษีขาย (Output vat)
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี โดยใช้แบบ ภพ.30 โดยต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
สรุปภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)
ภาษีมูค่าเพิ่ม (Vat ) คือภาษีอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากๆ จากประสบการณ์เท่าที่เคยเห็นมีหลายบริษัทที่เมื่อยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท เกินจากเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องถูกเบี้ยปรับเงินเพิ่มจากสรรพากรอย่างมากมายมหาศาล ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรมีความรู้ความเข้าใจภาษีดังกล่าวและปฎิบัติให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มที่กวนใจตามมา
"การให้บริการ Services ของเรา"
เราคือผู้เชี่ยวชาญให้บริการ รับทำบัญชี รับตรวจสอบบัญชี รับวางแผนภาษี วางระบบบัญชี รับจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริการที่ปรึกษาธุรกิจ อย่างครอบคลุม ดูแลท่านโดยนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีประสบการณ์ในการทำงานยาวนาน
- บริการด้านบัญชี และภาษีอากร
- จัดทำบัญชีตาม พรบ.การบัญชี
- จัดทำและยื่นแบบภาษีอากรทุกประเภท
- ตัดงบเพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร
- บริการด้านประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
- จัดทำและยื่นแบบตาม พรบ.ประกันสังคม
- จัดทำและยื่นแบบกองทุนเงินทดแทน
- บริการด้านจดทะเบียนธุรกิจ
- จดทะเบียนจัดตั้ง เปลี่ยนแปลง
จดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี
- บริการด้านอื่นๆ
- ที่ปรึกษาด้านบัญชีและการวางระบบบัญชี
- ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานบุคคล
- ที่ปรึกษาด้านการจัดทำระบบควบคุมภายใน
- ทุกบริการบัญชี ครบจบในที่เดียว
รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี รับจดทะเบียนบริษัท บริการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อขอสินเชื่อแก่บริษัท
- ครบจบที่เดียว ถูกสุดๆ เริ่มง่ายสบายกระเป๋า
- ทำบัญชี ภาษี วางระบบ งบการเงิน ครบวงจรบัญชี ธุรกิจจบในที่เดียว
- รับเอกสารถึงที่ เพิ่มความสะดวก ให้กับลูกค้า ด้วยบริการ รับส่งเอกสารถึงที่ ในกรุงเทพและปริมณฑล
- มาตรฐาน CPA รับรองมาตรฐานทุกเคส โดยผู้สอบบัญชี รับอนุญาต (CPA)
เรายินดีให้คำปรึกษาด้านบัญชีภาษีอากรฟรี
- มาตรฐานเอกสารประกอบการลงบัญชี , สมุดบัญชีต่างๆ และรายงานต่างๆ ทางบัญชีครบถ้วน ตามกฏหมายกำหนด
- บริการทำและยื่นแบบ ภงด.1,1ก, 3, 53, 54
- บริการทำและยื่นแบบ ประกันสังคม ของพนักงานของท่าน
- ทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย พร้อมยื่นแบบ ภพ.30
- ทำประมาณการภาษีเงินได้นิติบุคคล (กลางปี) ภ.ง.ด 51, และภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ภ.ง.ด.5